Siwapon's profileActa est fabulaPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Acta est fabulaApril 08 จรรยาบรรณ...เป็นของใคร?*ออกตัวไว้ก่อนว่าการกล่าวถึงภาพยนต์หรือองค์กรใดๆ ก็ตามไม่ได้เป็นการโจมตี หรือกล่าวถึงเพื่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาผมไปดูหนังกับเพื่อนๆ ที่โรงหนังที่อยู่ใกล้ที่ทำงานมากที่สุด (ถึงกระนั้นก็ต้องเดินทางกว่า 20 กิโลเมตร) เพื่อที่จะไปดูหนังเรื่อง "ลองของ 2" ในวันแรกๆ ของการเข้าฉาย แน่นอนว่าผู้คนไปดูกันอย่างล้นหลาม แม้จะไปจองตั๋วตั้งแต่ตอนเย็น แต่ก็ได้รอบ 2 ทุ่มครึ่ง แล้วยังได้แถว G อีกต่างหาก (กลางโรงเลยครับ) แต่ก็ยังดี เพราะไม่รู้จะมีเวลาว่างอีกเมื่อไหร่กว่าจะได้มาดุหนังอีกครั้ง
เปิดฉากแรกด้วยภาพการทรมานน่าหวาดเสียว พี่คนที่นั่งข้างๆ ผม (มาด้วยกัน) ทนดูไม่ได้ปิดหูปิดตาเป็นการใหญ่...แล้วจะชวนมาดูทำไมเนี่ย? แถมเอาเอาศอกมาดันอีก ผมกะเพื่อนอีกคนนั่งขำแทบแย่ ชวนมาดูเองแท้ๆ แต่นั่งปิดตาตั้งแต่ฉากแรกเลย 555+
แสงสว่างจากจอภาพทำให้ผมพอมองเห็นผู้คนที่นั่งอยู่แถวด้านหน้า และด้านข้างของผม (เนื่องจากนั่งริมทางเดินกลางโรงหนัง) แล้วผมก็เห็นเด็กอายุ 7-8 ขวบ สองคนมาดูหนังเรื่องนี้กับผู้ใหญ่อีกสองคน ผมนึกประณามในใจว่า "ทำไมพาเด็กมาดูหนังแบบนี้?" ผู้ใหญ่กลุ่มนั้นไม่กลัวเด็กกลับไปเลียนแบบบ้างหรอ? เด็กวัยประมาณนี้กำลังจดจำสิ่งต่างๆ จากที่ได้มองเห็น เด็กๆ อาจจะเล่นกันเองโดยเลียนแบบฉากในหนัง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าการทำแบบในหนังมันจะเจ็บมากๆ หลายๆ คนอาจจะได้ดูตัวอย่างหนังแล้ว ก็คงทราบดีว่ามันรุนแรงแค่ไหน สำหรับผู้ใหญ่ที่มีความรู้ผิดชอบชั่วดีผมไม่ห้ามให้มาดูหรอก เพราะผมเองก็มาดูเพื่อความบันเทิงเหมือนกัน แต่สำหรับเด็กที่ยังไม่ประสา เค้าคิดอะไรอยู่เราจะไปรู้จริงไหมครับ?
เป็นผู้ใหญ่ที่ไร้จรรยาบรรณจริงๆ
อ้าว...ว่าได้ยังไงล่ะ? คนขายตั๋วเขายังไม่ว่าอะไรเลย...ก็จริงครับ นั่นก็เป็นอีกกลุ่มที่ไม่มีจรรยาบรรณ สักแต่ว่าจะทำยอดขายให้ได้ตามเป้า จะทิ้งปัญหาสังคมเอาไว้ที่ใครก็ไม่สนใจ ลองนึกดูว่าวันหนึ่งคุณมีลูกมีหลาน คุณจะพาไปดูหนังแบบนี้ไหม? แล้วถ้าพาไปแล้ววันหนึ่งลูกหลานคุณเกิดเล่นพิเรนทร์เหมือนในหนังขึ้นมาคุณจะโทษใคร?
โทษผู้สร้างหนัง?...แต่ยังไงก็ต้องให้ กบว. ตรวจ
โทษ กบว.?...กฎเกณฑ์ก็สร้างไว้หลวมๆ เพื่อให้รู้ว่ามีกฎเท่านั้นแหละ
โทษคนขายตั๋วหนัง?...จะสนไปทำไม พ่อแม่มันพามาดูเองนนี่หว่า
ลืมโทษตัวเองที่พาเด็กไปดูหนังหรือเปล่า? เตือนตัวเองเอาไว้เสมอนะครับว่า "อย่าฝากสังคมให้ดูแลลูกหลานของคุณ" เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีเวลาว่างมานั่งดูแลลูกคนอื่นหรอกครับ ถึงแม้จะเป็นคนธรรมดาเดินดิน ก็ต้องมีจรรยาบรรณเหมือนกัน ยิ่งคนเป็นพ่อคนแม่คนยิ่งต้องมี จรรยาบรรณของความเป็นพ่อ/แม่ ไม่งั้นเด็กจะโตขึ้นมาเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้อย่างไร?
ผมคุยเรื่องนี้กับเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้บอกกับผมว่า "เค้าอาจจะอยากดูแต่ไม่รู้จะเอาลูกไปฝากที่ไหนหรือเปล่า?" ผมอยากจะบอกว่ามันเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น มันก็เหมือนกับอ้างว่าทำผิดเพราะจำเป็นน่ะแหละครับ อ้างแบบนี้ต่อศาล ศาลที่ไหนจะรับฟัง? ถ้าไม่รู้จะฝากเด็กไว้ที่ไหนก็ยังไม่ต้องดูซิครับ จะให้หนังเรื่องเดียวมีความสำคัญเกินกว่าอนาคตของลูกเชียวหรือ
ฝากไว้ก่อนลา...ถ้าคุณมีลูก หรือกำลังจะมีลูก หรือมีเด็กๆ อยู่ในความดูแล พิจารณาเลือกสิ่งที่เหมาะสมให้เขาด้วยนะครับ อย่ารอให้เขาไปเสาะแสวงหา และทดลองอะไรด้วยตัวเอง ผลร้ายที่ตามมาอาจจะใหญ่โตกว่าที่เราคิด February 24 Communication ErrorCommunication [N.] การติดต่อสื่อสาร, การส่งต่อ, ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด, วิธีการติดต่อสื่อสาร (S. conveyance; transmission) Error [N.] ข้อผิดพลาด, ความเชื่อที่ผิด (S. fault; mistake; oversight; delusion; fallacy; misunderstanding) เมื่อนำสองคำนี้มารวมกันแล้วจะไม่พบความหมายตามพจนานุกรม แต่ความหมายของมันก็คือ ความผิดพลาด/ความเข้าใจผิดในการสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากในการสื่อสารแบบปากต่อปาก ดังจะเห็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนจากการนินทา, ข่าวลือต่างๆ เป็นต้น Communication error ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว กวีในสมัยโบราณยังเคยแต่งวรรณคดีเกี่ยวกับ ฤๅษีแปลงสาสน์ ซึ่งทำให้ความหมายของสาสน์นั้นพลิกไปเป็นคนละความหมายจากต้นฉบับเลยทีเดียว แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน? ลองดูที่บทสนทนาที่เกิดขึ้นจริงระหว่างผมกับพนักงาน 7-eleven (ผู้ซึ่งใช้รูปถ่ายในชุดครุยติดบนบัตรประจำตัว และดูจากหน้าตาแล้วอายุน่าจะเกิน 30 ขึ้นไป) พนักงาน – รับอะไรดีคะ? ผม – มียาพาราเซตตามอลไหมครับ พนักงาน – ไม่มีค่ะ มีแต่ไทลีนอล (Tylenol) ผม - ...(เงียบไปครู่หนึ่งด้วยความอึ้ง)...เอ่อ นั่นแหละครับ ไทลีนอลเป็นยาพาราเซตตามอลยี่ห้อหนึ่งครับ พนักงาน – ซักครู่ค่ะ (จากนั้นก้มลงไปหายาอยู่นานมาก)...พี่คะ (เรียกหาพนักงานคนอื่น) ไทลีนอลหมดแล้วหรอคะ? พนักงานอีกคน – (ก้มลงไปช่วยหา) ก็อยู่นี่ไงล่ะ...มองไม่เห็นหรือไง เชื่อหรือไม่ครับว่าสาเหตุที่เธอคนนั้นหาไม่เจอเป็นเพราะ "บนซองเขียนชื่อยาเป็นภาษาอังกฤษว่า Tylenol" เท่านั้นเอง เหตุการณ์นี้อาจจะบอกได้ว่าพนักงานคนนี้ได้รับสาสน์จากโฆษณาทาง TV ของ Tylenol ผิดพลาดไปอย่างมาก จึงทำให้เข้าใจว่า Tylenol เป็นยาคนละชนิดกับยาพาราเซตตามอล ผมไม่แน่ใจว่าถ้าผมถามหา Sara ซึ่งเป็นยาพาราเซตตามอลอีกยี่ห้อหนึ่งเธอจะรู้จักไหม แต่ที่แน่ๆ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีและประสบการณ์ชีวิตไม่ได้ช่วยให้เธอคนนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย น่าสงสารคนที่ส่งเสียให้เธอเรียนจริงๆ อีกเหตุการณ์หนึ่งระหว่างผมกับพนักงานคนเดิม พนักงาน – รับอะไรดีคะ? ผม – เอาขนมจีบกุ้งสองชุดครับ พนักงาน – ขนมจีบกุ้งนะคะ ผม – ใช่ครับ (เออดีเหมือนกันที่มีการตรวจสอบความถูกต้อง) พนักงาน – ซักครู่ค่ะ (แล้วเธอก็ไปจัดเตรียมเอาขนมจีบใส่ตู้ไมโครเวฟ แต่ดันมีคนมาซื้อบัตรเติมเงินซะก่อน) พี่คะ...ช่วยอบขนมจีบปูให้ลูกค้าที ผมไม่ได้เอะใจอะไร เพราะว่าเดินไปซื้อของอย่างอื่นอยู่ แล้วค่อยกลับมาจ่ายเงิน เมื่อเรียบร้อยแล้วผมก็เดินออกจากร้านไปพลาง กินขนมจีบไปพลางปรากฏว่า ขนมจีบของผมกลายเป็นขนมจีบปูไปซะอย่างนั้น ผมโมโหมากแต่ด้วยความที่เดินออกมาไกลแล้วและผิดเองที่ไม่ได้เช็คให้ดีก่อนออกมา เพราะเธอเป็นคนย้ำคำพูดกับผมเองว่า "ขนมจีบกุ้งนะคะ" จึงไม่น่าจะพลาดได้ผมเลยโยนขนมจีบทั้งถุงทิ้งถังขยะไปเลย ถ้าคราวหน้าผมเจอพนักงานคนนี้อีก ผมจะไม่ใช้บริการเธออีกแล้ว เธอโง่เกินกว่าที่จะมาทำงานบริการแบบนี้ ที่สำคัญถ้าผมเจอผู้จัดการสาขา ผมจะถามเค้าว่าผู้หญิงคนนี้ทำงานผิดพลาดมากี่ครั้งแล้ว ถ้าบ่อย...ทำไมยังเก็บเอาไว้อีก ผมไม่พอใจมากๆ เพราะมันสองครั้งแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเล็กก็จริง แต่ถ้าเกิดเป็นลูกค้าคนอื่นที่แพ้เนื้อปูขึ้นมาล่ะ? เขาจะเป็นอย่างไรถ้ากินปูเข้าไปโดยไม่รู้ตัว? เธอคนนี้มีปัญญารับผิดชอบหรือไม่? สำหรับองค์กรใหญ่ๆ แล้ว Communication error ถือเป็นเรื่องที่จะต้องไม่เกิดขึ้นในการสื่อสารขององค์กร เพราะความผิดพลาดในการสื่อสารขององค์กรขนาดใหญ่ ย่อมมีความเสียหายมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมแน่นอน ระวังอย่าเป็นต้นเหตุของ Communication error นะครับ February 21 โยคะ...สอนอะไรถ้าเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน น้อยคนนักที่จะรู้จักว่า "โยคะ" คืออะไร และถึงแม้จะรู้จัก ก็น้อยคนนักที่จะลองสัมผัสด้วยตัวเอง (ไม่ได้หมายความว่าเอามือไปจับคนเล่นโยคะนะครับ) แต่มาทุกวันนี้...ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด เกือบทุกคน (โดยเฉพาะวัยรุ่น) ล้วนแล้วแต่เคยลองเล่นโยคะกันมาแล้วทั้งนั้น บ้างก็ลองทีเดียวแล้วเข็ด บ้างก็ลองทีเดียวแล้วคนพบว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ และอีกหลายต่อหลายคนพยายามทำให้ได้เหมือนต้นแบบ แล้วโยคะสอนอะไรแก่เรา? สิ่งที่ผู้ฝึกโยคะมักจะบอกอยู่เสมอก็คือ "สมาธิ" เพราะต้องกำหนดลมหายใจให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหว สังเกตง่ายๆ ว่าถ้าหายใจไม่ถูกจังหวะจะทำท่านั้นไม่สำเร็จ หรือเกิดการเจ็บปวดขึ้นไม่มากก็น้อย อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นโยคะจะรับรู้ได้ด้วยตัวเองก็คือ "ความยืดหยุ่นของร่างกาย" ซึ่งต้องแลกมาด้วยการฝึกฝนระยะหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตว่าตัวเองได้รับจากการเล่นโยคะก็คือ... การได้รู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา แม้บางครั้งจะเป็นท่าง่ายๆ ที่ผู้ฝึกสอนทำได้อย่างง่ายดาย และคนอื่นๆ ก็สามารถทำได้ แต่ผมกลับไม่สามารถทำได้...แม้ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม เช่น การเอามือไปแตะปลายเท้า (สำหรับคุณๆ คงไม่ยากใช่ไหม) หรืออีกท่าหนึ่งที่เมื่อเห็นผู้ฝึกสอนทำแล้วผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองทำได้ แต่กลับทำไม่ได้เลย ก็คือ นั่งลงกับพื้น กางขาเป็นตัววีเหยียดปลายเท้าไปให้ไกลจากตัว พับขาซ้ายโดยเอาเท้าซ้ายมาแตะโคนขาขวา เอามือขวาแตะเข่าซ้ายแล้วเอามือซ้ายข้ามหูไปแตะปลายเท้าขวา ทำได้ไหมครับ...เชื่อรึยังว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราจริงๆ จิตใจต่างหากที่เป็นของเรา February 12 บ่นไปเรื่อยล่ะครับช่วงนี้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนเหลือเกิน หน้าร้อนแท้ๆ แต่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักและต่อเนื่องอยู่หลายวัน ภูเก็ตก็ทำท่าจะตกไม่ตกแหล่ แต่สุดท้ายก็ไม่ตก ทิ้งไว้เพียงแค่ไอความร้อนและแดดที่แรงกว่าช่วงอื่นๆ ของปี เวียดนามเกิดหิมะตกขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่มีหิมะตกมานานหลายต่อหลายปี เฮ้อ...เกิดอะไรขึ้นนักหนาเนี่ยโลกของเรา แต่เป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างนี้ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไปล่ะนะ คงไม่มีใครสามารถเอาชนะธรรมชาติไปได้หรอก ดูตัวอย่างง่ายๆ...ไม่เห็นเคยมีใครหนีพ้นจากความตายได้ซักคน จริงป่ะ? สิ่งที่คนเราเอาชนะได้ยาก ซึ่งอาจจะยากกว่าเอาชนะธรรมชาติด้วย ก็คือการเอาชนะใจตัวเอง...ตัวอย่างเช่น ข่มใจเดินออกจากแผนกของเล่นทั้งๆ ที่อยากได้รถบังคับวิทยุใจจะขาด, เดินคอตกกลับบ้านพร้อมกับผลสอบที่ไม่สมความปรารถนาของผู้ปกครองเท่าใดนัก เป็นต้น ทุกครั้งที่เราพยายามเอาชนะใจตัวเองเรามักจะคิดว่า มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิต ทั้งๆ ที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราลองมองย้อนกลับมาดู มันกลายเป็นเรื่องเล็กกว่าสิวขึ้นที่แก้มก้นเสียอีก ตกลงจะสื่ออะไรกันแน่...ไม่รู้เหมือนกัน ก็แค่เข้ามาบ่นๆ อะไรให้ฟังยามว่างเท่านั้นเอง ครั้นจะหายใจทิ้งไปแต่ละเฮือกก็เสียดายอยู่เหมือนกัน สู้เอามาบ่นใน space ของตัวเองดีกว่า เพราะยังไงก็ไม่ค่อยมีใครเข้ามาอ่านอยู่แล้ว 555 ว่าไปแล้วก็น่าเศร้า...ไม่รู้ว่า Space ของผมมันล้อมสายสิญจน์เอาไว้หรือไง ถึงได้ไม่มีใครกล้าเข้ามาอ่าน แค่อ่านน่ะ...มันยากนักหรอ ทีเวลาเข้าไปเล่น hi5 งี้เล่นได้ทั้งวี่ทั้งวัน ส่ง comment เป็นกราฟฟิกงี่เง่าไร้สติกันอยู่ได้ บอกตรงๆ ว่าแรกๆ ผมก็ชอบดีอยู่หรอก hi5 น่ะ แต่หลังๆ เริ่มเอือมระอากับการ accept friend ไม่เลือกหน้าซะแล้วซิ ก็เลยเข้าไปลบ contact ที่ไม่รู้จักทิ้งไปจำนวนพอสมควรเลยทีเดียว ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ add ผมเอาไว้ล่ะก็ ช่วยกรุณามา keep in touch เอาไว้ด้วย ไม่งั้นอาจจะโดนอัปเปหิออกไปได้ง่ายๆ เบื่อแล้วแหละ ไปก่อนดีกว่า ไว้มาบ่นให้ฟังใหม่วันหลัง January 28 Cloverfield***Spoil Warning!! บทความนี้เปิดเผยส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพยนตร์ และเนื่องมาจากเป็นความเห็นส่วนบุคคล กรุณาอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชื่อนี้ในช่วงเวลานี้ทุกคนที่ได้เห็นก็คงจะร้อง "อ้อ" เพราะเป็นหนังกระแสค่อนข้างดีในเรื่องของการเก็บความลับ ซึ่งแม้แต่ผู้ที่เข้าไป cast บทยังไม่เคยได้เห็นบทจริงๆ เลยด้วยซ้ำ (ได้เห็นตอนถ่ายจริงเลย) และการโฆษณาที่ไม่ได้บอกข้อมูลอะไรทั้งสิ้น รู้แต่เพียงว่า "โลกจะโดนอะไรบางอย่างโจมตีจนพินาศ" แค่นั้น แต่เพียงเท่านี้แหละ ทำให้คอหนังทั้งหลายถูกสะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นถึงมาในทันที ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากเพื่อนซึ่งดูหนังเรื่องนี้ที่ฮ่องกงก่อนหน้าผมไม่กี่วันว่า "Great!!" ทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะไปตีตั๋วดูทันทีที่หลุดออกมาจากเกาะยาวน้อย (ไปทำงาน) ได้สำเร็จ รอบที่ผมเลือกดูคือ 14.00 นาฬิกาในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรอบที่กำลังจะฉายในอีก 15 นาทีข้างหน้า ตอนเลือกที่นั่งเกิดอาการแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมมันโล่งอย่างนี้ แต่ใจนึงก็นึกว่าตัวเองโชคดี...จะได้เลือกที่นั่งตามสบาย เมื่อถึงเวลาเข้าโรงหนังเสร็จสรรพก็พบว่าคนเข้ามาดูเรื่องนี้น้อยจริงๆ และส่วนใหญ่ท่าทางจะไม่รู้ด้วยว่าหนังเรื่องนี้มีการถ่ายทำที่ "ไม่เหมือนเรื่องอื่นๆ" ต่างกับผมที่รู้อยู่แก่ใจ... หนังเริ่มเรื่องด้วยการจำลองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะได้ดูเป็นภาพที่ได้จากกล้องวีดิโอที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุที่เคยเรียกว่าเป็น Central Park คำว่า "เคยเรียกว่า..." ทำให้ผมจินตนาการไปได้ว่า "อ้อ...ปัจจุบัน (ในเรื่อง) คงไม่มีสถานที่นั้นอีกแล้ว" แต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าตอนนี้ห่างจากเหตุการณ์ครั้งนั้นนานแค่ไหนแล้ว การเดินเรื่องที่เหมือน Home video ของคนธรรมดากลุ่มหนึ่งที่จะถ่ายทำเป็นของที่ระลึกให้กับเพื่อนที่จะไปรับตำแหน่งงานที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นมุมกล้องตัวเดิมตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ผมทึ่งกับการถ่ายทำและตัดต่อ เพราะว่ามันดูเนียนมากๆ ราวกับเป็นเทปที่ได้จากที่เกิดเหตุจริงๆ มุมกล้องและการเคลื่อนไหวดู make sense แม้จะมีเสียงบ่นออดๆ แอดๆ ตลอดเวลาว่า ปวดหัวมั่งล่ะ ดูไม่รู้เรื่องมั่งล่ะ แต่ลองมองในความเป็นจริง...ใครที่ไหนจะเอาขาตั้งกล้องมาถ่าย Home video ไม่ทราบ? และหนังก็ทำให้กล้องนิ่งเมื่อต้องการให้เราดูอะไรบางอย่าง และทำให้กล้องสั่นเมื่อไม่มีอะไรที่จะเป็นจะต้องดู (เช่น ขณะที่กำลังวิ่งขึ้นบันได้ไปเรื่อยๆ) หนังเดินเรื่องไปอย่างต่อเนื่องและไหลลื่น โดยเวลาในเทปทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง สอดคล้องกับความยาวทั้งเรื่องของหนังพอดี หนังไม่ค่อยทิ้งช่องว่างให้คนดูคิดอะไรเท่าไหร่ ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะ "สั้น" ในความรู้สึกของผม ทั้งที่จริงๆ แล้วก็ยาวเท่ากับหนังเรื่องอื่นๆ น่ะแหละ หนังจบเรื่องลงอย่างดื้อๆ (ขอใช้คำนี้นะครับ เพราะไม่รู้จะหาคำไหนมาแทนจริงๆ) เหมือนกับว่ากล้องตกลงไปที่พื้นแล้วก็ดับวูบไป ไม่ได้ตอบคำถามอะไรให้กับคนดูเลยซักข้อ เช่น นั่นมันตัวอะไร? มาจากไหน? ต้องการอะไร? ตกลงท้ายเรื่องมันตายหรือไม่? เป็นต้น ทำให้ผมสังหรณ์ใจว่าจะมีอะไรต่อหลังจาก Cast roll ขึ้นไปได้ซักระยะ ขณะผู้คนในโรงต่างบ่นกันงึมงำว่าจบแล้วหรอ? ยังไม่รู้เรื่องเลย...จริงครับ แม้ผมจะนั่งต่อไปจนไฟในโรงหนังสว่างก็ยังไม่มีอะไรต่ออยู่ดี เดาออกใช่ไหมครับ...ว่าหนังต้องมีภาคต่อแน่นอน (ถ้ารายได้ภาคนี้ดีพอ) แต่ถึงแม้หนังจะจบแต่เพียงแค่นี้ผมก็พอใจนะ เพราะนั่นทำให้ส่วนที่เหลือของเรื่องขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเราเอง ดีกว่ารอให้คนอื่นเค้าคิดแทน ถามว่าควรไปดูเรื่องนี้ไหม?...ควร ถ้ารับได้กับมุมกล้องที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตลอดเวลา แนะนำว่าเมื่อภาพเริ่มสั่นไหวก็ไม่ควรจะพยายามปรับสายตาให้มองชัด เพราะมันไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำให้ปวดหัวเปล่าๆ ถามว่าเรื่องนี้เจ๋งไหม?...เจ๋ง ในความคิดของผม แต่สำหรับคุณๆ ทั้งหลาย ไปดูแล้วค่อยตัดสินใจ อย่าอ่านคำวิจารณ์ก่อนไปดูหนังเพราะจะทำให้เราเกิดอคติ |
สวัดีครับพี่น้อง...ไม่รู้จะ 'ment อะไรมาทักทายกันก็ยังดีนะครับ
nunnan masaardwrote:
ส่งโปสการ์ดไปให้ ไม่รู้จะถึงแกป่าว
ยังไง โพสต์ที่อยู่ทิ้งไว้ให้เห็นจะๆ อีกทีนะๆ
Nov. 30
nunnan masaardwrote:
เป็นส่วนหน่งของวาระสารประจำเดือน เราชอบเรยเอามาฝาก
Nov. 28
nunnan masaardwrote:
ธรรมะวันละนิด จากวัดนวมินทรราชูทิศ การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือนร้อนวุ่นวายใจที่คิดแต่ตำหนิผู้อื่นจนไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม จะเป็นโทษให้ได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย
Nov. 28
nunnan masaardwrote:
นี่ ๆ เบนซ์มีแฟนแล้วหรอ????
ไม่เจอแค่ไม่กี่ปี โตเร็วจังเน้อ ดูจากในรูป
อยู่ชั้นไหนแล้วอ่ะ???
Oct. 26
FooNwrote:
เฮ้ย เอารูปพวกเราไปลงเลยเหรอ เดี๋ยวเค้ารู้หมดว่าขี้เมา
Oct. 3
|
||||
|
|