Siwapon's profileActa est fabulaPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 08

    จรรยาบรรณ...เป็นของใคร?

    *ออกตัวไว้ก่อนว่าการกล่าวถึงภาพยนต์หรือองค์กรใดๆ ก็ตามไม่ได้เป็นการโจมตี หรือกล่าวถึงเพื่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
     
    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาผมไปดูหนังกับเพื่อนๆ ที่โรงหนังที่อยู่ใกล้ที่ทำงานมากที่สุด (ถึงกระนั้นก็ต้องเดินทางกว่า 20 กิโลเมตร) เพื่อที่จะไปดูหนังเรื่อง "ลองของ 2" ในวันแรกๆ ของการเข้าฉาย แน่นอนว่าผู้คนไปดูกันอย่างล้นหลาม แม้จะไปจองตั๋วตั้งแต่ตอนเย็น แต่ก็ได้รอบ 2 ทุ่มครึ่ง แล้วยังได้แถว G อีกต่างหาก (กลางโรงเลยครับ) แต่ก็ยังดี เพราะไม่รู้จะมีเวลาว่างอีกเมื่อไหร่กว่าจะได้มาดุหนังอีกครั้ง
     
    เปิดฉากแรกด้วยภาพการทรมานน่าหวาดเสียว พี่คนที่นั่งข้างๆ ผม (มาด้วยกัน) ทนดูไม่ได้ปิดหูปิดตาเป็นการใหญ่...แล้วจะชวนมาดูทำไมเนี่ย? แถมเอาเอาศอกมาดันอีก ผมกะเพื่อนอีกคนนั่งขำแทบแย่ ชวนมาดูเองแท้ๆ แต่นั่งปิดตาตั้งแต่ฉากแรกเลย 555+
     
    แสงสว่างจากจอภาพทำให้ผมพอมองเห็นผู้คนที่นั่งอยู่แถวด้านหน้า และด้านข้างของผม (เนื่องจากนั่งริมทางเดินกลางโรงหนัง) แล้วผมก็เห็นเด็กอายุ 7-8 ขวบ สองคนมาดูหนังเรื่องนี้กับผู้ใหญ่อีกสองคน ผมนึกประณามในใจว่า "ทำไมพาเด็กมาดูหนังแบบนี้?" ผู้ใหญ่กลุ่มนั้นไม่กลัวเด็กกลับไปเลียนแบบบ้างหรอ? เด็กวัยประมาณนี้กำลังจดจำสิ่งต่างๆ จากที่ได้มองเห็น เด็กๆ อาจจะเล่นกันเองโดยเลียนแบบฉากในหนัง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าการทำแบบในหนังมันจะเจ็บมากๆ หลายๆ คนอาจจะได้ดูตัวอย่างหนังแล้ว ก็คงทราบดีว่ามันรุนแรงแค่ไหน สำหรับผู้ใหญ่ที่มีความรู้ผิดชอบชั่วดีผมไม่ห้ามให้มาดูหรอก เพราะผมเองก็มาดูเพื่อความบันเทิงเหมือนกัน แต่สำหรับเด็กที่ยังไม่ประสา เค้าคิดอะไรอยู่เราจะไปรู้จริงไหมครับ?
     
    เป็นผู้ใหญ่ที่ไร้จรรยาบรรณจริงๆ
     
    อ้าว...ว่าได้ยังไงล่ะ? คนขายตั๋วเขายังไม่ว่าอะไรเลย...ก็จริงครับ นั่นก็เป็นอีกกลุ่มที่ไม่มีจรรยาบรรณ สักแต่ว่าจะทำยอดขายให้ได้ตามเป้า จะทิ้งปัญหาสังคมเอาไว้ที่ใครก็ไม่สนใจ ลองนึกดูว่าวันหนึ่งคุณมีลูกมีหลาน คุณจะพาไปดูหนังแบบนี้ไหม? แล้วถ้าพาไปแล้ววันหนึ่งลูกหลานคุณเกิดเล่นพิเรนทร์เหมือนในหนังขึ้นมาคุณจะโทษใคร?
     
    โทษผู้สร้างหนัง?...แต่ยังไงก็ต้องให้ กบว. ตรวจ
    โทษ กบว.?...กฎเกณฑ์ก็สร้างไว้หลวมๆ เพื่อให้รู้ว่ามีกฎเท่านั้นแหละ
    โทษคนขายตั๋วหนัง?...จะสนไปทำไม พ่อแม่มันพามาดูเองนนี่หว่า
     
    ลืมโทษตัวเองที่พาเด็กไปดูหนังหรือเปล่า? เตือนตัวเองเอาไว้เสมอนะครับว่า "อย่าฝากสังคมให้ดูแลลูกหลานของคุณ" เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีเวลาว่างมานั่งดูแลลูกคนอื่นหรอกครับ ถึงแม้จะเป็นคนธรรมดาเดินดิน ก็ต้องมีจรรยาบรรณเหมือนกัน ยิ่งคนเป็นพ่อคนแม่คนยิ่งต้องมี จรรยาบรรณของความเป็นพ่อ/แม่ ไม่งั้นเด็กจะโตขึ้นมาเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้อย่างไร?
     
    ผมคุยเรื่องนี้กับเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้บอกกับผมว่า "เค้าอาจจะอยากดูแต่ไม่รู้จะเอาลูกไปฝากที่ไหนหรือเปล่า?" ผมอยากจะบอกว่ามันเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น มันก็เหมือนกับอ้างว่าทำผิดเพราะจำเป็นน่ะแหละครับ อ้างแบบนี้ต่อศาล ศาลที่ไหนจะรับฟัง? ถ้าไม่รู้จะฝากเด็กไว้ที่ไหนก็ยังไม่ต้องดูซิครับ จะให้หนังเรื่องเดียวมีความสำคัญเกินกว่าอนาคตของลูกเชียวหรือ
     
    ฝากไว้ก่อนลา...ถ้าคุณมีลูก หรือกำลังจะมีลูก หรือมีเด็กๆ อยู่ในความดูแล พิจารณาเลือกสิ่งที่เหมาะสมให้เขาด้วยนะครับ อย่ารอให้เขาไปเสาะแสวงหา และทดลองอะไรด้วยตัวเอง ผลร้ายที่ตามมาอาจจะใหญ่โตกว่าที่เราคิด
    February 24

    Communication Error

    Communication [N.] การติดต่อสื่อสาร, การส่งต่อ, ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด, วิธีการติดต่อสื่อสาร (S. conveyance; transmission)

    Error [N.] ข้อผิดพลาด, ความเชื่อที่ผิด (S. fault; mistake; oversight; delusion; fallacy; misunderstanding)

    เมื่อนำสองคำนี้มารวมกันแล้วจะไม่พบความหมายตามพจนานุกรม แต่ความหมายของมันก็คือ ความผิดพลาด/ความเข้าใจผิดในการสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากในการสื่อสารแบบปากต่อปาก ดังจะเห็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนจากการนินทา, ข่าวลือต่างๆ เป็นต้น Communication error ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว กวีในสมัยโบราณยังเคยแต่งวรรณคดีเกี่ยวกับ ฤๅษีแปลงสาสน์ ซึ่งทำให้ความหมายของสาสน์นั้นพลิกไปเป็นคนละความหมายจากต้นฉบับเลยทีเดียว

    แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน?

    ลองดูที่บทสนทนาที่เกิดขึ้นจริงระหว่างผมกับพนักงาน 7-eleven (ผู้ซึ่งใช้รูปถ่ายในชุดครุยติดบนบัตรประจำตัว และดูจากหน้าตาแล้วอายุน่าจะเกิน 30 ขึ้นไป)

    พนักงาน – รับอะไรดีคะ?

    ผม – มียาพาราเซตตามอลไหมครับ

    พนักงาน – ไม่มีค่ะ มีแต่ไทลีนอล (Tylenol)

    ผม - ...(เงียบไปครู่หนึ่งด้วยความอึ้ง)...เอ่อ นั่นแหละครับ ไทลีนอลเป็นยาพาราเซตตามอลยี่ห้อหนึ่งครับ

    พนักงาน – ซักครู่ค่ะ (จากนั้นก้มลงไปหายาอยู่นานมาก)...พี่คะ (เรียกหาพนักงานคนอื่น) ไทลีนอลหมดแล้วหรอคะ?

    พนักงานอีกคน – (ก้มลงไปช่วยหา) ก็อยู่นี่ไงล่ะ...มองไม่เห็นหรือไง

    เชื่อหรือไม่ครับว่าสาเหตุที่เธอคนนั้นหาไม่เจอเป็นเพราะ "บนซองเขียนชื่อยาเป็นภาษาอังกฤษว่า Tylenol" เท่านั้นเอง เหตุการณ์นี้อาจจะบอกได้ว่าพนักงานคนนี้ได้รับสาสน์จากโฆษณาทาง TV ของ Tylenol ผิดพลาดไปอย่างมาก จึงทำให้เข้าใจว่า Tylenol เป็นยาคนละชนิดกับยาพาราเซตตามอล ผมไม่แน่ใจว่าถ้าผมถามหา Sara ซึ่งเป็นยาพาราเซตตามอลอีกยี่ห้อหนึ่งเธอจะรู้จักไหม แต่ที่แน่ๆ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีและประสบการณ์ชีวิตไม่ได้ช่วยให้เธอคนนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย น่าสงสารคนที่ส่งเสียให้เธอเรียนจริงๆ

    อีกเหตุการณ์หนึ่งระหว่างผมกับพนักงานคนเดิม

    พนักงาน – รับอะไรดีคะ?

    ผม – เอาขนมจีบกุ้งสองชุดครับ

    พนักงาน – ขนมจีบกุ้งนะคะ

    ผม – ใช่ครับ (เออดีเหมือนกันที่มีการตรวจสอบความถูกต้อง)

    พนักงาน – ซักครู่ค่ะ (แล้วเธอก็ไปจัดเตรียมเอาขนมจีบใส่ตู้ไมโครเวฟ แต่ดันมีคนมาซื้อบัตรเติมเงินซะก่อน) พี่คะ...ช่วยอบขนมจีบปูให้ลูกค้าที

    ผมไม่ได้เอะใจอะไร เพราะว่าเดินไปซื้อของอย่างอื่นอยู่ แล้วค่อยกลับมาจ่ายเงิน เมื่อเรียบร้อยแล้วผมก็เดินออกจากร้านไปพลาง กินขนมจีบไปพลางปรากฏว่า ขนมจีบของผมกลายเป็นขนมจีบปูไปซะอย่างนั้น ผมโมโหมากแต่ด้วยความที่เดินออกมาไกลแล้วและผิดเองที่ไม่ได้เช็คให้ดีก่อนออกมา เพราะเธอเป็นคนย้ำคำพูดกับผมเองว่า "ขนมจีบกุ้งนะคะ" จึงไม่น่าจะพลาดได้ผมเลยโยนขนมจีบทั้งถุงทิ้งถังขยะไปเลย ถ้าคราวหน้าผมเจอพนักงานคนนี้อีก ผมจะไม่ใช้บริการเธออีกแล้ว เธอโง่เกินกว่าที่จะมาทำงานบริการแบบนี้ ที่สำคัญถ้าผมเจอผู้จัดการสาขา ผมจะถามเค้าว่าผู้หญิงคนนี้ทำงานผิดพลาดมากี่ครั้งแล้ว ถ้าบ่อย...ทำไมยังเก็บเอาไว้อีก ผมไม่พอใจมากๆ เพราะมันสองครั้งแล้ว

    เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเล็กก็จริง แต่ถ้าเกิดเป็นลูกค้าคนอื่นที่แพ้เนื้อปูขึ้นมาล่ะ? เขาจะเป็นอย่างไรถ้ากินปูเข้าไปโดยไม่รู้ตัว? เธอคนนี้มีปัญญารับผิดชอบหรือไม่? สำหรับองค์กรใหญ่ๆ แล้ว Communication error ถือเป็นเรื่องที่จะต้องไม่เกิดขึ้นในการสื่อสารขององค์กร เพราะความผิดพลาดในการสื่อสารขององค์กรขนาดใหญ่ ย่อมมีความเสียหายมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมแน่นอน

    ระวังอย่าเป็นต้นเหตุของ Communication error นะครับ

    February 21

    โยคะ...สอนอะไร

    ถ้าเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน น้อยคนนักที่จะรู้จักว่า "โยคะ" คืออะไร และถึงแม้จะรู้จัก ก็น้อยคนนักที่จะลองสัมผัสด้วยตัวเอง (ไม่ได้หมายความว่าเอามือไปจับคนเล่นโยคะนะครับ) แต่มาทุกวันนี้...ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด เกือบทุกคน (โดยเฉพาะวัยรุ่น) ล้วนแล้วแต่เคยลองเล่นโยคะกันมาแล้วทั้งนั้น บ้างก็ลองทีเดียวแล้วเข็ด บ้างก็ลองทีเดียวแล้วคนพบว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ และอีกหลายต่อหลายคนพยายามทำให้ได้เหมือนต้นแบบ

    แล้วโยคะสอนอะไรแก่เรา?

    สิ่งที่ผู้ฝึกโยคะมักจะบอกอยู่เสมอก็คือ "สมาธิ" เพราะต้องกำหนดลมหายใจให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหว สังเกตง่ายๆ ว่าถ้าหายใจไม่ถูกจังหวะจะทำท่านั้นไม่สำเร็จ หรือเกิดการเจ็บปวดขึ้นไม่มากก็น้อย อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นโยคะจะรับรู้ได้ด้วยตัวเองก็คือ "ความยืดหยุ่นของร่างกาย" ซึ่งต้องแลกมาด้วยการฝึกฝนระยะหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตว่าตัวเองได้รับจากการเล่นโยคะก็คือ...

    การได้รู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา

    แม้บางครั้งจะเป็นท่าง่ายๆ ที่ผู้ฝึกสอนทำได้อย่างง่ายดาย และคนอื่นๆ ก็สามารถทำได้ แต่ผมกลับไม่สามารถทำได้...แม้ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม เช่น การเอามือไปแตะปลายเท้า (สำหรับคุณๆ คงไม่ยากใช่ไหม) หรืออีกท่าหนึ่งที่เมื่อเห็นผู้ฝึกสอนทำแล้วผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองทำได้ แต่กลับทำไม่ได้เลย ก็คือ

    นั่งลงกับพื้น กางขาเป็นตัววีเหยียดปลายเท้าไปให้ไกลจากตัว พับขาซ้ายโดยเอาเท้าซ้ายมาแตะโคนขาขวา เอามือขวาแตะเข่าซ้ายแล้วเอามือซ้ายข้ามหูไปแตะปลายเท้าขวา

    ทำได้ไหมครับ...เชื่อรึยังว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราจริงๆ

    จิตใจต่างหากที่เป็นของเรา

    February 12

    บ่นไปเรื่อยล่ะครับ

    ช่วงนี้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนเหลือเกิน หน้าร้อนแท้ๆ แต่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักและต่อเนื่องอยู่หลายวัน ภูเก็ตก็ทำท่าจะตกไม่ตกแหล่ แต่สุดท้ายก็ไม่ตก ทิ้งไว้เพียงแค่ไอความร้อนและแดดที่แรงกว่าช่วงอื่นๆ ของปี เวียดนามเกิดหิมะตกขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่มีหิมะตกมานานหลายต่อหลายปี เฮ้อ...เกิดอะไรขึ้นนักหนาเนี่ยโลกของเรา แต่เป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างนี้ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไปล่ะนะ คงไม่มีใครสามารถเอาชนะธรรมชาติไปได้หรอก ดูตัวอย่างง่ายๆ...ไม่เห็นเคยมีใครหนีพ้นจากความตายได้ซักคน จริงป่ะ?

    สิ่งที่คนเราเอาชนะได้ยาก ซึ่งอาจจะยากกว่าเอาชนะธรรมชาติด้วย ก็คือการเอาชนะใจตัวเอง...ตัวอย่างเช่น ข่มใจเดินออกจากแผนกของเล่นทั้งๆ ที่อยากได้รถบังคับวิทยุใจจะขาด, เดินคอตกกลับบ้านพร้อมกับผลสอบที่ไม่สมความปรารถนาของผู้ปกครองเท่าใดนัก เป็นต้น ทุกครั้งที่เราพยายามเอาชนะใจตัวเองเรามักจะคิดว่า มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิต ทั้งๆ ที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราลองมองย้อนกลับมาดู มันกลายเป็นเรื่องเล็กกว่าสิวขึ้นที่แก้มก้นเสียอีก

    ตกลงจะสื่ออะไรกันแน่...ไม่รู้เหมือนกัน ก็แค่เข้ามาบ่นๆ อะไรให้ฟังยามว่างเท่านั้นเอง ครั้นจะหายใจทิ้งไปแต่ละเฮือกก็เสียดายอยู่เหมือนกัน สู้เอามาบ่นใน space ของตัวเองดีกว่า เพราะยังไงก็ไม่ค่อยมีใครเข้ามาอ่านอยู่แล้ว 555

    ว่าไปแล้วก็น่าเศร้า...ไม่รู้ว่า Space ของผมมันล้อมสายสิญจน์เอาไว้หรือไง ถึงได้ไม่มีใครกล้าเข้ามาอ่าน แค่อ่านน่ะ...มันยากนักหรอ ทีเวลาเข้าไปเล่น hi5 งี้เล่นได้ทั้งวี่ทั้งวัน ส่ง comment เป็นกราฟฟิกงี่เง่าไร้สติกันอยู่ได้ บอกตรงๆ ว่าแรกๆ ผมก็ชอบดีอยู่หรอก hi5 น่ะ แต่หลังๆ เริ่มเอือมระอากับการ accept friend ไม่เลือกหน้าซะแล้วซิ ก็เลยเข้าไปลบ contact ที่ไม่รู้จักทิ้งไปจำนวนพอสมควรเลยทีเดียว ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ add ผมเอาไว้ล่ะก็ ช่วยกรุณามา keep in touch เอาไว้ด้วย ไม่งั้นอาจจะโดนอัปเปหิออกไปได้ง่ายๆ

    เบื่อแล้วแหละ ไปก่อนดีกว่า ไว้มาบ่นให้ฟังใหม่วันหลัง

    January 28

    Cloverfield

    ***Spoil Warning!! บทความนี้เปิดเผยส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพยนตร์ และเนื่องมาจากเป็นความเห็นส่วนบุคคล กรุณาอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

    ชื่อนี้ในช่วงเวลานี้ทุกคนที่ได้เห็นก็คงจะร้อง "อ้อ" เพราะเป็นหนังกระแสค่อนข้างดีในเรื่องของการเก็บความลับ ซึ่งแม้แต่ผู้ที่เข้าไป cast บทยังไม่เคยได้เห็นบทจริงๆ เลยด้วยซ้ำ (ได้เห็นตอนถ่ายจริงเลย) และการโฆษณาที่ไม่ได้บอกข้อมูลอะไรทั้งสิ้น รู้แต่เพียงว่า "โลกจะโดนอะไรบางอย่างโจมตีจนพินาศ" แค่นั้น แต่เพียงเท่านี้แหละ ทำให้คอหนังทั้งหลายถูกสะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นถึงมาในทันที

    ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากเพื่อนซึ่งดูหนังเรื่องนี้ที่ฮ่องกงก่อนหน้าผมไม่กี่วันว่า "Great!!" ทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะไปตีตั๋วดูทันทีที่หลุดออกมาจากเกาะยาวน้อย (ไปทำงาน) ได้สำเร็จ รอบที่ผมเลือกดูคือ 14.00 นาฬิกาในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรอบที่กำลังจะฉายในอีก 15 นาทีข้างหน้า ตอนเลือกที่นั่งเกิดอาการแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมมันโล่งอย่างนี้ แต่ใจนึงก็นึกว่าตัวเองโชคดี...จะได้เลือกที่นั่งตามสบาย เมื่อถึงเวลาเข้าโรงหนังเสร็จสรรพก็พบว่าคนเข้ามาดูเรื่องนี้น้อยจริงๆ และส่วนใหญ่ท่าทางจะไม่รู้ด้วยว่าหนังเรื่องนี้มีการถ่ายทำที่ "ไม่เหมือนเรื่องอื่นๆ" ต่างกับผมที่รู้อยู่แก่ใจ...

    หนังเริ่มเรื่องด้วยการจำลองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะได้ดูเป็นภาพที่ได้จากกล้องวีดิโอที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุที่เคยเรียกว่าเป็น Central Park คำว่า "เคยเรียกว่า..." ทำให้ผมจินตนาการไปได้ว่า "อ้อ...ปัจจุบัน (ในเรื่อง) คงไม่มีสถานที่นั้นอีกแล้ว" แต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าตอนนี้ห่างจากเหตุการณ์ครั้งนั้นนานแค่ไหนแล้ว

    การเดินเรื่องที่เหมือน Home video ของคนธรรมดากลุ่มหนึ่งที่จะถ่ายทำเป็นของที่ระลึกให้กับเพื่อนที่จะไปรับตำแหน่งงานที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นมุมกล้องตัวเดิมตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ผมทึ่งกับการถ่ายทำและตัดต่อ เพราะว่ามันดูเนียนมากๆ ราวกับเป็นเทปที่ได้จากที่เกิดเหตุจริงๆ มุมกล้องและการเคลื่อนไหวดู make sense แม้จะมีเสียงบ่นออดๆ แอดๆ ตลอดเวลาว่า ปวดหัวมั่งล่ะ ดูไม่รู้เรื่องมั่งล่ะ แต่ลองมองในความเป็นจริง...ใครที่ไหนจะเอาขาตั้งกล้องมาถ่าย Home video ไม่ทราบ? และหนังก็ทำให้กล้องนิ่งเมื่อต้องการให้เราดูอะไรบางอย่าง และทำให้กล้องสั่นเมื่อไม่มีอะไรที่จะเป็นจะต้องดู (เช่น ขณะที่กำลังวิ่งขึ้นบันได้ไปเรื่อยๆ) หนังเดินเรื่องไปอย่างต่อเนื่องและไหลลื่น โดยเวลาในเทปทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง สอดคล้องกับความยาวทั้งเรื่องของหนังพอดี หนังไม่ค่อยทิ้งช่องว่างให้คนดูคิดอะไรเท่าไหร่ ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะ "สั้น" ในความรู้สึกของผม ทั้งที่จริงๆ แล้วก็ยาวเท่ากับหนังเรื่องอื่นๆ น่ะแหละ

    หนังจบเรื่องลงอย่างดื้อๆ (ขอใช้คำนี้นะครับ เพราะไม่รู้จะหาคำไหนมาแทนจริงๆ) เหมือนกับว่ากล้องตกลงไปที่พื้นแล้วก็ดับวูบไป ไม่ได้ตอบคำถามอะไรให้กับคนดูเลยซักข้อ เช่น นั่นมันตัวอะไร? มาจากไหน? ต้องการอะไร? ตกลงท้ายเรื่องมันตายหรือไม่? เป็นต้น ทำให้ผมสังหรณ์ใจว่าจะมีอะไรต่อหลังจาก Cast roll ขึ้นไปได้ซักระยะ ขณะผู้คนในโรงต่างบ่นกันงึมงำว่าจบแล้วหรอ? ยังไม่รู้เรื่องเลย...จริงครับ แม้ผมจะนั่งต่อไปจนไฟในโรงหนังสว่างก็ยังไม่มีอะไรต่ออยู่ดี เดาออกใช่ไหมครับ...ว่าหนังต้องมีภาคต่อแน่นอน (ถ้ารายได้ภาคนี้ดีพอ) แต่ถึงแม้หนังจะจบแต่เพียงแค่นี้ผมก็พอใจนะ เพราะนั่นทำให้ส่วนที่เหลือของเรื่องขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเราเอง ดีกว่ารอให้คนอื่นเค้าคิดแทน

    ถามว่าควรไปดูเรื่องนี้ไหม?...ควร ถ้ารับได้กับมุมกล้องที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตลอดเวลา แนะนำว่าเมื่อภาพเริ่มสั่นไหวก็ไม่ควรจะพยายามปรับสายตาให้มองชัด เพราะมันไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำให้ปวดหัวเปล่าๆ

    ถามว่าเรื่องนี้เจ๋งไหม?...เจ๋ง ในความคิดของผม แต่สำหรับคุณๆ ทั้งหลาย ไปดูแล้วค่อยตัดสินใจ อย่าอ่านคำวิจารณ์ก่อนไปดูหนังเพราะจะทำให้เราเกิดอคติ

    January 02

    Away from Home

    ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นี้หลายคนคงได้กลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว แต่สำหรับคนที่อยู่กับครอบครัวอยู่แล้วก็อาจจะมีช่วงเวลาพิเศษกว่าวันอื่นๆ กับครอบครัวกันใช่ไหมครับ แต่น่าเสียดายว่าช่วงเวลาดีๆ แบบนี้มีเพียงแค่ 4-5 วันเท่านั้น ถ้าจะรออีกทีก็คงต้องให้ถึงเทศกาลสงกรานต์โน่นแน่ะ

    ก่อนจะขึ้นเครื่องกลับเมื่อคืนนี้ผมได้ใช้เวลาทั้งวันกับพ่อแม่ปู่และย่าที่ Central World และ Siam Paragon เพราะว่าปู่กับย่าเค้าอยากจะมาเที่ยวซักครั้ง เรากินอาหารกันที่ชั้น 7 ของ Central World ซื้อหนังสือที่ B2S และเดินเรื่อยเปื่อยกันในห้างสรรพสินค้าใหญ่โต ผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่งซึ่งคำนิยมจากหลายๆ คนด้านหลังบอกเอาไว้ทำนองว่า "อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะเหงา" อืม...นั่นซินะเดี๋ยวผมก็จะไปอยู่คนเดียวแล้ว มันก็คงจะเหงาจริงๆ น่ะแหละ

    20.45 น.

    ผมจำต้องจากลาจากครอบครัวอันเป็นที่รักเพื่อไปทำงานในสถานที่ซึ่งห่างจากบ้านเกิดของผมเกือบ 900 กิโลเมตร ผมแอบเห็นน้ำตาปริ่มอยู่ในดวงตาของแม่ตอนที่เรากอดกัน พอได้ที่นั่งบนเครื่องบินแล้วผมก็เริ่มเปิดหนังสือเล่มนั้นเพื่ออ่านฆ่าเวลา...เป็นไปดังนั้น บทหนึ่งของหนังสือเกือบทำให้ผมน้ำตาไหล มันเป็นบทร้อยแก้วสั้นๆ ที่บรรยายความรู้สึกของลูกที่อยู่ไกลจากแม่ ความรู้สึกดีๆ เวลาที่อยู่กับแม่ ที่เราไม่รู้สึกเมื่อตอนเราเป็นเด็ก แต่จะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราได้อยู่ห่างกัน

    ใช่...

    ระหว่างที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนั้น ผมกำลังออกห่างจากแม่ผมไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วประมาร 840 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วเกินกว่าที่จะตัดสินใจย้อนกลับไปได้ง่ายๆ ผมล่ะเกลียดนักล่ะ ไอ้ช่วงเวลาของการจากลาเนี่ย ไม่ว่างผมจะต้องเดินทางไปไกลซักแค่ไหน หรือว่านานเพียงใด ผมก็ไม่เคยหวั่น แต่ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีที่กำลังบอกลานี่แหละ มันแทบจะทำให้ความมั่นใจในการเดินทางของผมวูบหายไปเลยทีเดียว

    เมื่อไหร่หนอผมถึงจะชิน?

    22.30 น.

    เครื่องบินพาผมกลับลงสู่พื้นดินของสนามบินนานาชาติภูเก็ตได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง ยี่สิบนาทีให้หลังแม่ก็โทรศัพท์หาผมราวกับว่าไม่ได้เจอกันมาหลายวัน ทั้งที่จริงๆ แล้วเราเพิ่งจะแยกจากกันเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วนี่เอง แต่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกทีเมื่อไหร่...บางคนบอกว่าเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่ที่เรากำหนด ใช่...ถ้าหากคุณมีเงินและเวลา ซึ่งของทั้งสองสิ่งนี้มักจะมาไม่พร้อมกัน

    สิ่งที่เรากระทำได้ก็คือการทำหน้าที่การงานให้ดี เพื่อรอเวลาที่เงินและเวลามาบรรจบกัน และเราจะได้กลับไปบ้านอีกครั้ง บ้านที่ไม่ต้องดีเลิศเลอก็ทำให้เราสุขใจได้ บ้านที่ไม่ได้มีครบทุกอย่างแต่บางอย่างก็หาจากที่อื่นไม่ได้

    แด่คนไกลบ้านทุกคน...

    December 18

    สวัสดีปีใหม่

    ใกล้ปีใหม่แล้วซินะ ตื่นเต้นจริงๆ เลย อีกแค่อาทิตย์เดียวก็จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านบ้างแล้ว หวังอยู่ลึกๆ ว่าการเดินทางโดยเครื่องบินคงจะมีอุปสรรคน้อยที่สุด แน่ล่ะ...ก็เรายอมจ่ายแพงกว่าการเดินทางรูปแบบอื่นก็เพื่อความสะดวกนี่นา

    ช่วงที่กลับไปกรุงเทพฯ ก็ว่าจะทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่สำคัญที่สุดก็คือ "การได้อยู่กับครอบครัว" ซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ น้องชาย ปู่ ย่า ยาย ฯลฯ มันคงจะเป็นช่วงเวลาที่พิเศษน่าดู ก่อนหน้านี้ที่เราอยู่ใกล้กับครอบครัววันปีใหม่ก็ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากมายไปกว่าการได้ไปทำบุญ และกินข้าวร่วมกันแบบครอบครัวใหญ่เท่านั้น แต่พอได้อยู่ห่างจากครอบครัวเป็นเวลานานๆ การได้เจอหน้ากันแม้จะเป็นช่วงเวลาธรรมดาไม่มีวาระอะไรพิเศษ แต่มันก็จะเป็นช่วงเวลาดีๆ เฉพาะครอบครัวของเราเท่านั้น

    สำหรับคนอื่นๆ จะรู้สึกอย่างไรกันบ้างนะ กับช่วงเวลาปีใหม่ปีนี้

    แด่คนไกลบ้าน

    ปล. ระยะทางใกล้ ไกล คนเราไม่เท่ากันซะทีเดียว แต่ผมว่าการที่ไม่ได้เจอหน้าคนที่เรารักและคนที่รักเราเป็นประจำก็ถือว่าเราอยู่ไกลกันแล้วแหละคับ

    December 03

    ป้องกัน VS แก้ไข จะเลือกอะไรดี?

    ช่วงนี้ทุกคนคงได้อ่านข่าวสถานการณ์โลกร้อนกันมาไม่มากก็น้อย ถือได้ว่าเป็นช่วงที่กระแสมาแรงเลยทีเดียว ทั้งที่จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด บุคคลแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องโลกร้อนก็ตายไปเกือบ 100 ปีมาแล้ว (มีเอกสารระบุว่านักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปคนหนึ่งเคยทำนายเรื่องโลกร้อนไว้เมื่อ 130 ปีที่แล้ว) ผลกระทบต่างๆ ก็มีให้เราเห็นมากมายทั้งใกล้ตัวและไกลตัว จนบางครั้งไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนทำให้โลกร้อนและส่งผลกระทบมากมายขนาดนี้

    นักวิชาการ ทั้งสาขาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และที่ไม่เกี่ยวข้องแต่มีจิตใจ Concern เรื่องนี้ต่างออกมาพูดถึงแนวทางการแก้ไขกันอุตลุด เพราะเกรงว่าชาวบ้านชาวเมืองจะแต่ตื่นถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจของประเทศล่มสลาย (เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ตายแล้วจะทำงานไปทำไม) อีกกลุ่มนึงก็ออกมาสร้างกระแสอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบอย่างมหาศาลเพราะเกรงว่าประชาชนจะไม่สนใจและไม่ทราบข้อมูลที่ควรรับรู้ อย่างไรก็ตามสองกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นศัตรูซึ่งกันและกัน ทั้งคู่ต่างมีเจตนาที่ดีด้วยกันทั้งนั้น

    แต่อีกด้าน...มีนักวิชาการสองกลุ่มที่ค่อนข้างแตกต่างกันทางความคิดอย่างสุดขั้ว หนึ่งขั้วคือ "ป้องกัน" ส่วนอีกขั้วคือ "แก้ไข" จากการประมาณด้วยสายตาแล้ว สองขั้วนี้มักจะโจมตีกันเองอยู่ร่ำไป

    เช่นข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้จั่วหัวไว้ว่า "โลกร้อนแล้ว! วิจัยตั้งรับผลกระทบสำคัญกว่าลดสาเหตุ" เนื้อความกล่าวในทำนองว่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างเรื่องถุงพลาสติกนี่ก็พูดกันมาหลายปี แต่ก็แทบจะไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่ ถ้ามัวรอให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนคงจะไม่ทันรับมือกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกันพอดี

    ซึ่งมันก็จริง...

    นักวิชาการอีกขั้วก็กล่าวไว้ว่า มีความเป็นไปได้ถึง 90% ที่มนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แล้วมนุษย์ก็มีจำนวนมากมาย ถ้าเปลี่ยนพฤติกรรมคนส่วนใหญ่ได้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็จะมีขนาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกประการหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศโลกในอนาคตนั้นเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราๆ จะเอาชนะได้ ไม่ควรรอให้เกิดขึ้นแล้วค่อยหาทางปรับตัว และก็ไม่ควรคาดประมาณเพื่อเตรียมรับมือเพียงอย่างเดียว

    เถียงออกกันรึเปล่า?

    ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครผิด และก็ไม่มีใครถูก 100% ทั้งการป้องกันและแก้ไขควรที่จะเดินไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับมีตำรวจไว้จับคนทำความผิด ก็ต้องมีคุกเอาไว้ให้สำนึกผิดและปรับตัว ฉันใดก็ฉันนั้น...พวกเราควรที่จะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง ประกอบกับมองหาแนวทางที่จะปรับตัวรับสภาพการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้น...อย่าเลือกข้างเลยครับ หันหน้าเข้าหากันดีกว่า

    November 27

    ศิลปิน กับ นักร้อง

    พวกเราคงได้เห็นได้ยินคำสองคำนี้ตามสื่อต่างๆ อยู่บ่อยๆ ใช่ไหมครับ?

    เพราะว่าทุกวันนี้มีคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน

    ถ้าเป็นสมัย 200 ปีก่อนก็คงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคทองของศิลปิน" เป็นแน่แท้

     

    แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น...

    ในยุคนี้ สมัยนี้ใครที่ลุกขึ้นมาจับไมค์ร้องเพลงก็ล้วนแล้วแต่ถูกเรียกว่า "ศิลปิน" ได้ทั้งนั้น

    ไม่ว่าจะเคยเรียนร้องเพลงมาก่อนหรือไม่ก็ตาม

    ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์คิดตัวมาหรือไม่ก็ตาม

    หรือแม้แต่คนที่มีผู้คนค่อนประเทศเฝ้าดูและ vote ให้จนกลายเป็น The winner

    คนเหล่านี้กลายเป็นศิลปินได้อย่างง่ายดายเพียงชั่วข้ามคืน

     

    สมควรหรือไม่? ที่จะเรียกอย่างนั้น...

    ในยุคสมัยก่อน ศิลปินคือผู้ที่รังสรรค์บทกวี หรืองานศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่งขึ้นมา

    เช่น Mozart เล่นเปียโนตั้งแต่ 4 ขวบ และเริ่มแต่เพลงไม่นานหลังจากนั้น

    Leonardo Da Vinci วาดภาพเอาไว้กว่าพันภาพตลอดช่วงชีวิต

    แม้จะแตกต่างที่ผลงาน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน

     

    แต่...ศิลปินทุกวันนี้ บางคนเป็นเพียงแค่คนรับจ้างร้องเพลง หรือ "นักร้อง" เท่านั้น

    เพราะเค้าไม่มีความสามารถในการแต่งเพลง เพียงแต่อาศัยน้ำเสียงขับร้องไปวันๆ เท่านั้น

    ที่สำคัญคือ...พวกเค้า "รับจ้าง" ร้องเพลงที่คนอื่นแต่งมาให้

    แม้บางคนจะบอกว่าทำไปเพราะความสนุก แต่ความสุขคงอยู่หลังจากร้องเพลงมากกว่า

    แต่ทำไมพวกเราก็ยังคงเรียกคนเหล่านี้ว่า "ศิลปิน" ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผลงานของเค้าคืออะไร

    ถ้าอย่างนั้นการที่พวกเราไปร้องคาราโอเกะ เราก็เป็นศิลปินน่ะซิ?

     

    ผมไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าถ้าศิลปินสมัยก่อน มาเห็นศิลปินยุคนี้แล้วเค้าจะดูแคลนขนาดไหน

    เพราะขนาดผมยังนึกดูแคลนพวก "นักร้อง" ที่เรียกตัวเองว่าศิลปินเลย

    แล้วจะมีใครบ้างไหม ที่พอจะเรียกว่าเป็นศิลปินได้บ้าง?

    มีซิครับเยอะแยะถมถื่น เช่น โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ทีทั้งแต่งเพลงเองทั้งหมด แล้วยังร้องเองด้วย,

    นักแต่งเพลงที่อยู่เบื้องหลังทั้งหลาย, ผู้รังสรรค์งานศิลปะในรูปแบบของตัวเองทั้งหลาย, ฯลฯ

    เพื่อไม่ให้คำว่า "ศิลปิน" ถูกลดคุณค่าลงไป...เราคิดซักนิดก่อนจะเรียกดีไหม?

    November 23

    ใครเล่าจะรู้

    เคยรู้บ้างไหม...ว่าทำไมคุณถึงเกิดขึ้นมาในวันนั้น?

    เคยรู้บ้างไหม...ว่าทำไมวันนี้คุณถึงอยู่ที่นี่?

    ปัญหาโลกแตกมักเกิดขึ้นกับคนที่กำลังสับสนเป็นประจำ หลายๆ ครั้งที่เราสับสนไม่ได้เป็นเพราะว่าเราหาคำตอบไม่ได้ แต่เป็นเพราะเรา "เลือก" คำตอบไม่ได้ต่างหาก เคยไหม...เวลาขับรถไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเลยแล้วเจอกับทางแยกที่ไม่มีอยู่ในแผนที่ พร้อมกับป้ายบอกทางไปยังสถานที่ที่ไม่ใช่เป้าหมายของคุณ? คุณอาจจะสับสนอยู่ซักพักแต่ก็เลือกไปยังทางใดทางหนึ่งตามสัญชาตญาณ (หรืออาจเป็นเพราะคันหลังบีบแตรไล่) แน่นอนว่าคุณอาจจะเลือกผิด แต่ก็ใช่ว่าจะเสมอไป

    ทางแยกในชีวิตคนเราก็เหมือนกัน...บางคนมีเป้าหมายแน่นอนว่าจะเรียนหมอ แต่เลือกไม่ถูกว่าจะเป็นสถาบันไหน ทั้งๆ ที่จบออกมาก็เป็นหมอเหมือนกัน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียนอะไรจนกระทั่งนาทีสุดท้ายที่ส่งใบสมัคร ผมมั่นใจได้เลยว่าทุกคนจะต้องเคยผ่านช่วงเวลาเช่นนั้นกันมาแล้วอย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง ลองมองย้อนกลับไป...เคยคิดว่าตัดสินใจพลาดบ้างไหม? ผมเคยได้ยินหลายๆ คนพูดประโยคทำนองว่า "รู้งี้ไม่...ดีกว่า" หรือ "รู้งี้...ดีกว่า" แต่ว่าใครเล่าจะไปรู้

    ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราได้เลือกในช่วงเวลานั้นถือเป็นทางเลือกที่ "ดีที่สุด" สำหรับช่วงเวลานั้น ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันอาจจะไม่ได้ "ดี" เสมอไป เช่นเดียวกับทางเลือกที่เราไม่ได้เลือก...ณ เวลานั้นมันไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันอาจจะเป็นสิ่งที่ (คุณคิดว่า) ดีสำหรับคุณก็ได้ ดังนั้นเราจะไปสนใจทำไมว่าสิ่งที่เราเลือกมาแล้วในอดีตนั้นจะดีหรือไม่อย่างไร ทำไมไม่ทำอนาคตข้างหน้าของเราให้ดีล่ะ? จริงอยู่...เราไม่รู้อนาคต และเราก็กำหนดไม่ได้ แต่เราวางแนวทางเพื่อกำหนดอนาคตได้

    คุณคงไม่สามารถเป็นหมอรักษาคนไข้...ถ้าหากเรียนนิเทศศาสตร์

    คุณคงไม่สามารถเป็นชาวประมง...ถ้าหากคุณอยู่ในเมืองที่ไม่มีแหล่งน้ำ

    อย่าไปสนใจอดีต เอาเวลาตรงนั้นมาวางแผนเพื่ออนาคตดีกว่า...ทำยากนะ แต่ผมว่า "พยายามกันเถอะ" เพื่ออนาคตที่ดีที่สุดสำหรับ ณ เวลานั้น

    November 02

    Blacksand from Lankgawi

    ยามเมื่อเราไปเยี่ยมเยียนสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะใน หรือต่างประเทศ เราก็อยากที่จะซื้อของที่ระลึกเก็บเอามาไว้กับตัวหรือฝากผู้เป็นที่รักกันอยู่เสมอ ซึ่งของที่ระลึกในแต่ละที่ก็จะมีความเป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นสถานที่นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ อย่างน้อยๆ ก็อาจเป็น Postcard รูปวัดพระแก้วฯ เป็นต้น

    สามสัปดาห์ก่อนในช่วงที่ผมยังอยู่ที่เกาะยาวน้อย พี่คนหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ไปเที่ยวลังกาวีกับเพื่อนๆ ของพี่เค้า ซึ่งพี่เค้าได้ซื้อของที่ระลึกมาฝากทุกคนที่พอนึกออก หนึ่งในนั้นก็มีรายชื่อของผมกับนุชอยู่ด้วย ลังกาวีมีชื่อเสียงเรื่องการเป็นเมืองปลอดภาษี ดังนั้นแล้วของที่ขายจะราคาถูกมาก นอกจากนี้ยังมีชายหาดทรายดำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง (บางคนอาจรู้จัก) ของที่ระลึกยอดฮิตราคาถูกก็คือ "ทรายดำ" นั่นเอง ใช่แล้วครับพี่เค้าซื้อทรายดำบรรจุขวดมาเป็นของฝาก

    แม้ว่าทรายดำจะดูเหมือนกับว่าไม่มีวันหมดไปจากลังกาวี แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นดังนั้น ลองคิดดูว่าจะมีทรายจำนวนมากมายแค่ไหนที่ถูกนำมากรอกขวด และขายให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเป็นเวลาเท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้ วันหนึ่งหาดทรายดำแห่งลังกาวีอาจเป็นได้เพียงแค่ตำนาน และหลงเหลือเพียงภาพถ่าย

    ผมและนุชจึงตั้งปณิธานเอาไว้ว่า "ซักวันหนึ่งเราจะนำทรายดำในขวดนี้ไปคืนที่ลังกาวี" ก่อนที่หาดทรายดำจะกลายเป็นเรื่องเล่า อีกหน่อยถ้าผมมีลูกมีหลานจะได้มีหน้าไปสอนพวกเค้าได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และหวังว่าจะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งไหนนำทรัพยากรของตัวเองออกขายเป็นสินค้าเช่นนี้อีก มันเป็นการเชือดเนื้อตัวเองขายชัดๆ จริงอยู่ที่วันนี้คุณขายได้...คุณมีเงินเลี้ยงปากท้อง แล้วในอนาคตล่ะ?

    เอาไว้ผมไปถึงลังกาวีเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบนะครับ ถ้าคุณเห็นใครขายของแบบนั้นล่ะก็ คุณไม่ต้องไปห้ามเค้าหรอก แค่ไม่ซื้อก็ช่วยได้มากแล้วครับ

    October 26

    สบู่ กับ ไบโอดีเซล

    เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสอ่านข่าวเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานน้ำมันไบโอดีเซลของ APEC ที่ไม่อ้างอิงของสหรัฐฯ และยุโรป ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ซึ่งตอนนี้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ไม่กล้าออกมายืนยันว่ารถของตนนั้นสามารถใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าแต่ละประเทศมีมาตรฐานไบโอดีเซลเป็นของตอนเอง (แต่ไม่ได้มีบริษัทผลิตรถยนต์เป็นของตนเอง)

    ผู้ดำเนินการประชุมท่านหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

    "น่าเสียดายที่ประเทศไทยกล่าวถึงน้ำมันไบโอดีเซลเป็นประเทศแรกของภูมิภาค

    แต่ตอนนี้ความก้าวหน้าของเราช้ามาก"

    น่าแปลก...ทั้งๆ ที่ก็รู้ปัญหาอยู่แล้วทำไมแก้ไม่ได้?

    ในที่ประชุมมีข้อสรุปว่าประเทศไทยจะขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น และจะมีการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B2 และ B5 ให้มากขึ้นภายในสิ้นปีหน้า (2551) ส่วน B20 นั้นจำเป็นจะต้องศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดกับเครื่องยนต์ให้ละเอียดก่อนส่งเสริมการใช้งาน

    ทำไมจะต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งๆ ที่น้ำมันพืชใช้แล้วก็ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลได้?

    ที่สำคัญ...น้ำมันพืชใช้แล้วในประเทศไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ส่วนหนึ่งถูกทิ้งลงท่อระบายน้ำไปเปล่าๆ

    ที่ทำงานของผมเพิ่งติดตั้งเครื่องกลั่นน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว ผมได้รับหน้าที่ให้ติดต่อขอซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วมาป้อนเครื่อง เป้าหมายแรกๆ ของผมก็คือ KFC, McDonald's, Burger King และร้านแดกด่วนอื่นๆ ที่แรกที่ผมโทรไปติดต่อก็คือ KFC สำนักงานใหญ่ คำตอบที่ได้ยินนั้นน่าปลื้มใจมากๆ น้ำตาแทบจะไหลเป็นสายเลือดเลยทีเดียว...

    "ไม่ขายค่ะ...เรามีผู้รับเหมามารับไปส่งต่อให้กับโรงงานทำสบู่ที่กรุงเทพฯ"

    ผมถึงกับอึ้ง...ว่าสมองยัยคนนี้ใช้อะไรคิด เธอเห็นความสำคัญของสบู่นั้นมากกว่าน้ำมันไบโอดีเซลซึ่งราคาแพงกว่ากันหลายเท่า แล้วยังทำให้ภาพลักษณ์ของ KFC ดูดีขึ้นเป็นกอง ผมคิดว่าไม่น่าจะเจรจาต่อรองกับยัยนี่ได้อีกต่อไปผมจึงขอเบอร์ติดต่อผู้รับเหมารายนั้นเพื่อที่จะขอเจรจาซื้อต่อด้วยตัวเองโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับ KFC (ผมไม่อยากจะเสวนากับเธออีกแล้ว) เธอปฏิเสธราวกับว่าผมจะขอกู้เงินจากเธอ ด้วยน้ำเสียงตัดบทพูดของผมทุกประโยค ความใจเย็นของผมเหลือไม่มากนัก ผมจึงตัดบทเธอบ้างด้วยคำว่า "สวัสดีครับ" แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแล้ววางสายทันที

    ผมเบนเป้าหมายไปยัง McDonald's ซึ่งผมคุยกับ ผจก.สาขาด้วยตัวเอง ท่าทีของ ผจก. สนอกสนใจมาก ติดตรงที่เดียวคือต้องรอให้สัญญาเก่ากับผู้รับเหมาเดิมหมดลงในสิ้นปีนี้ก่อน แล้วจึงเริ่มเปิดประมูลใหม่ ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำลงไปเรียกว่า "ฮั้ว" รึป่าว แต่ผมบอกกับทาง ผจก. ว่ายังไงก็ตามเราจะให้ราคาที่ดีที่สุดเสมอ และเราจะส่งซองประมูลเป็นรายสุดท้าย ทาง ผจก. ก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะการนำน้ำมันพืชใช้แล้วไปทำไบโอดีเซลนั้นเกิดประโยชน์กว่าการทิ้งลงท่อระบายน้ำ (ซึ่งจะทำให้ท่อตัน) หรือการนำไปทำสบู่ (ซึ่งชำระร่างกายได้อย่างเดียว แต่จิตใจนั้นไม่) ที่สำคัญภาพลักษณ์ดีขึ้นอย่างมาก (แม้ว่าอาหารจะไร้คุณค่าทางโภชนาการก็ตาม)

    ผมอยากจะรู้นัก...ว่าสบู่ยี่ห้อไหนที่ผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้วของ KFC ทำไมน่ะหรือ? ผมจะไม่ซื้อมันอีกเลยน่ะซิ และผมก็จะบอกให้คนรู้จักของผมไม่ซื้อด้วย เพราะพวกเขาไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเอาซะเลย ผมไม่โทษ KFC นะ ผมโทษเธอคนนั้น...คนที่ผมคุยโทรศัพท์ด้วยในตอนนั้นต่างหาก

    October 13

    Chain-forwarded Mails

    การใช้ Email ในการสื่อสารเป็นอะไรที่ง่าย รวดเร็ว ประหยัดทรัพยากรจำพวกกระดาษได้มาก จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคปัจจุบัน หลายต่อหลายคนใช้ Email ในการทำงาน (เช่นผมเป็นต้น) หลายๆ คนใช้ Forward เรื่องราวต่างๆ ให้เพื่อนได้รับรู้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้รับอย่างแน่นอน

    จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับเรื่อง mail ลูกโซ่หรอกนะครับ เพียงแต่ว่าหลังๆ นี่สังเกตเห็นว่าเรื่องราวดีๆ หลายเรื่องที่ถูกส่งมาหาผมมักจะมีคำชี้ชวนให้ส่งต่อในทำนอง mail ลูกโซ่เสมอ ประมาณว่า "ถ้าส่งต่อให้คนที่คุณรัก 1 คนจะทำให้สมหวัง...ส่งต่อ 10 คนจะทำให้พบรักแท้..."

    ถามจริงๆ เหอะ ของแบบนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เพราะการ Forward mail พวกนี้อย่างนั้นหรือ?

    จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะแค่ผมไม่ Forward ต่อโซ่มันก็จะขาดที่ผม...เรื่องก็จบแต่เพียงเท่านั้น แต่ที่ผมต้องการจะบอกก็คือ บางครั้งมันทำให้เรื่องราวดีๆ ใน mail นั้นดูหมดคุณค่าลงไปอย่างมากจนน่ากลัวเลยทีเดียว

    ลองคิดดูเล่นๆ ว่าจะมีใครเอาเรื่องจริงมาเขียนเป็น mail ลูกโซ่? คุณจะทำอย่างนั้นหรอ? ทุกครั้งที่ผมเห็น mail จำพวกนี้จะสันนิษฐานเอาไว้ก่อนเลยว่า "เรื่องโกหกแน่ๆ" ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ ใครจะไปรู้ เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็น "เรื่องแหกตา" ตัวอย่างเช่น

    "...ทางผู้บริหารของ MSN ได้แจ้งไว้ที่ www.xxxxx.xxxx ว่าจะเริ่มเก็บค่าบริการ

    ในการใช้ Hotmail ในวันที่ xx เดือน yy ปี zzzz แต่ถ้าเรา forward mail

    ไปอีก 20 คนจะทำให้ชื่อเมล์ของเราเป็นสีแดง ซึ่งจะไม่ต้องจ่ายค่าบริการ..."

    คุ้นๆ ไหมครับ เคยได้รับล่ะซิ ผมเคยเข้าไป check ตาม Link ที่ให้ไว้ใน mail และก็พบว่าเป็นข่าวจริงๆ ทาง hotmail จะเก็บค่าบริการจริง แต่สำหรับการจดทะเบียนโดเมนเนมเพื่อธุรกิจเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทำกันโดยทั่วไป ที่สำคัญ...ข่าวนั้นโพสเอาไว้ตั้งแต่ปี 2001 แล้วครับ คิดดูซิว่ามึคนหลงเชื่อ Forward โดยไม่ใส่ใจอะไรเลย กลัวไร้สาระจนขี้ขึ้นสมองกันมาตลอด 7 ปีกี่คนแล้ว

    ด้วยประการฉะนี้ ผมจึงลบ mail ทุกฉบับที่มีแนวโน้มว่าจะเป็น mail ลูกโซ่ โดยสังเกตจากชื่อเรื่องเลยเป็นอันดับแรก เช่น "ใครมีเพื่อนเยอะช่วยส่งต่อหน่อย" เป็นต้น สำหรับคนที่ยังอ่าน mail โซ่เหล่านั้นอยู่ คุณไม่แปลกหรอกครับ แต่อย่าส่งต่อละกัน มันรกพื้นที่ mail box เปล่าๆ เชื่อผมซิ

    October 08

    Fine Day (s)

    ตอนนี้รู้สึกคิดถึงอะไรหลายๆ อย่างแฮะ...คิดถึง กรุงเทพฯ คิดถึงการจราจรที่วุ่นวาย คิดถึงเจ้าแต้ม...แมวน้อยที่น่ารักของผม และอื่นๆ อีกมากมาย

    ช่วงเวลาที่เหลือ (ก่อนจะหมดสัญญา) จะได้ทำงานร่วมกันกับนุชเป็นส่วนใหญ่ (ทั้งที่เกาะยาวน้อย และที่ภูเก็ตเลย) ดีจริงๆ แยกกันทำงานมาตั้งนาน กว่าจะได้เจอกันก็หาโอกาสได้น้อยนิด อันเนื่องมาจากระยะทางและค่าใช้จ่ายต่างๆ นานา ซึ่งคนทำงานกินเงินเดือนทั้งหลายคงจะเข้าใจเป็นอย่างดี

    วันแรกที่มาถึง Evason Hideaway & Six Senses Spa at Yao Noi บอกตรงๆ ว่าที่นี่สวยมากๆ (ดูรูปประกอบเอาละกันนะ) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเชิงเขา (ซึ่งมีความชันมากกว่าเนินเขาของ Evason Phuket) แต่อะไรก็ไม่เท่า...ที่นี่มีป่าชายเลนอยู่ในเขตของ resort ด้วยครับพี่น้อง ข้าพเจ้าสุดจะทึ่งจริงๆ คุณ Arnfinn (เจ้านายผม) บอกให้ผมช่วย set-up เส้นทางศึกษาธรรมชาติให้หน่อย แหม...เรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ ตกบ่ายนั้นก็เดินสำรวจเลยครับพี่น้อง อากาศก็ร้อนตับแล่บได้ใจ (แต่ก็ดีกว่าฝนตกอ่ะนะ) จุด highlights ของที่นี่ก็คือ ลานเล่นโยคะ ซึ่งอยู่บนภูเขา มองเห็นวิวอ่าวพังงาในจุดที่เรียกว่า "ป่าเกาะ" ได้อย่างชัดเจน แม้จะมีต้นไม้ขวางวิวอยู่บ้าง แต่นั่นก็ดีแล้ว ไม่งั้นแดดคงส่องเข้ามาจนดำกันเป็นแถบๆ เลยทีเดียว

     

    ขากลับไปภูเก็ตเราใช้บริการ Speedboat ร่วมกับแขกของโรงแรมอีก 2 คน ทั้งคู่น่ารักมาก...ทำเหมือนกับว่าต่างคนต่างมา เราก็ไม่เห็นเขา เขาก็ไม่เห็นเรา ดีเหมือนกันจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด แดดแรงอยู่ประมาณ 5 นาทีเริ่มมองเห็นเงาทะมึนของเมฆฝนเบื้องหน้า ลมเวรัมภาพัดโหมกระหน่ำ สายชลเย็นฉ่ำไม่ได้อยู่เพียงในทะเลอีกต่อไป หากแต่ยังซัดสาดเข้ามาในเรืออีกด้วย พวกเราทั้งหมดย้ายกระเป๋ากันจ้าล่ะหวั่น โดยเฉพาะผมกับคุณ Arnfinn เพราะในกระเป๋าของเราทั้งสองคนมี Laptop มาด้วย และคงไม่สนุกแน่ๆ ถ้าหากมันจะเสียหาย

    แต่แล้วไม่นานเมฆฝนอันเกรี้ยวกราดก็ผ่านพ้นไป ทิ้งไว้แต่เพียงความเปียกปอนของเสื้อผ้าเท่านั้น ผมพูดได้ไม่เต็มปากนักว่าเรามาถึงภูเก็ตอย่าง "สวัสดิภาพ" แต่หากนิยามของคำนั้นของคุณคือร่างกายไม่บาดเจ็บก็เป็นอีกเรื่องนึง ผมใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่กับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องการพักผ่อน ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคบหรอกนะ

    เช้าวันนี้ผมเดินทางมาเกาะยาวน้อยอีกครั้ง และจะอยู่ที่นี่นานประมาณ 2 สัปดาห์ และจะแวะเวียนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสัญญาหมดลง...ช่วงเวลาทั้งหมดนี้จะได้อยู่กับนุช ทำงานกับนุช ใครๆ ต่างก็อิจฉา ผมก็คงต้องปล่อยให้เค้าอิจฉาไปนั่นแหละ เพราะผมทำอะไรไม่ได้นี่นา รู้เพียงแต่ว่า ช่วงนี้อากาศดีจริงๆ

    October 04

    Keep In Touch

    เดือนที่แล้วเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งหมดสัญญาการทำงานและกลับอิตาลีไปแล้ว
    ก่อนเราจะแยกทางกันเราลงท้ายคำอำลาด้วยคำว่า "I'll keep in touch."
    นั่นหมายถึง "แล้วจะติดต่อมา" (ทาง Email)
     
    ผมได้ยิน...และได้พูดประโยคนั้นมาหลายต่อหลายครั้ง
    แต่ได้ลงมือทำจริงๆ เพียงไม่กี่ครั้ง
    ไม่รู้เหมือนกัน...ว่าผมเสียคนที่เคยรู้จักไปกี่คนแล้ว
    และถ้าผมยัง keep in touch อยู่ ผมจะมีเพื่อนทั้งหมดกี่คน
     
    ผมอาจจะต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อทำอย่างนั้น
    สมองผมคงจะมีรอบหยักเพิ่มขึ้นอย่างมากในการจดจำพวกเขาเหล่านั้น
    แน่นอนว่า...คงไม่มีใครทำได้
     
    คนเราจะจดจำสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตัวได้ง่าย และเร็วกว่าสิ่งที่อยู่ไกลตัว
    แต่คนเราจะจำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวได้มาก และนานกว่าเดิม ถ้าสิ่งนั่นมีผลอย่างมากต่อประสบการณ์ของเรา
    เช่น เราจำตอนที่จักรยานล้มครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิตได้, จำแฟนคนแรกได้, จำการไปสัมภาษณ์งานครั้งแรกได้
     
    ดังนั้นเพื่อนๆ และคนที่ผมจดจำได้จะมีทั้งสองแบบ
    ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นแบบไหน
    แต่ที่แน่ๆ ผมยัง keep in touch คุณอยู่นะ
     
     
    September 19

    บางสิ่งที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

    เมื่อคืนนี้ผมนั่งคุยกับพี่ที่เพิ่งรู้จักกันมาระยะหนึ่ง...ผมนึกครึ้มอะไรก็ไม่รู้ถามไปว่า
     
         "พี่มาทำงานที่นี่ครบเดือนรึยัง?"
         "ไอ้บ้า...อาทิตย์หน้าก็จะครบ 3 เดือนแล้วเฟ้ย" พี่คนนั้นตอบสวนทันควัน
     
    คิดไปคิดมา...อาทิตย์หน้าก็จะครบ 4 เดือนที่ผมมาทำงานที่ภูเก็ตนี่แล้ว เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน หรือว่าผมไม่ค่อยสนใจเวลารอบๆ ตัวเท่าไหร่ วันๆ เอาแต่ทำงาน ทำงาน ทำงาน รู้สึกตัวอีกที...นี่เราเหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือนเท่านั้นเองหรือ?
     
           Simona...เพื่อนที่มาฝึกงานทีหลังผมก็เพิ่งจะกลับ Italy ไปเมื่อวานนี้เพราะว่า "ครบกำหนด 3 เดือนแล้ว" อะไรกันเนี่ย...มาทีหลังไปก่อนเราซะอีก ผมยังรู้สึกเหมือนเพิ่งได้รู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้เอง ผมยังจำวันแรกที่เจอหน้าเค้าได้ จำช่วงเวลาที่ไปหลงทางในเมืองภูเก็ตด้วยกัน ไปดำน้ำด้วยกัน ไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ด้วยกัน
     
           น้องต้อง...เด็กฝึกงานจาก ม.มหาสารคาม ก็จะฝึกงานเสร็จวันศุกร์นี้ ซึ่งน้องเค้าก็มาฝึกงาน 3 เดือนเหมือนกัน ผมยังจำวันแรกที่เจอน้องเค้าได้เหมือนกัน ผมเห็นน้องแว๊บๆ ที่ร้านเฮียหมู ชื่อแซ่ก็ไม่ได้สนใจ รู้จักกันจริงๆ ก็เพราะเจอกันในรีสอร์ทนี่แหละ
     
    เวลาเราพูดถึง 6 เดือนข้างหน้า...มันช่างดูแสนนาน ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงเสียที
     
    แต่พอเราย้อนดู 6 เดือนที่ผ่านมา...จะเห็นว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปรวดเร็วนัก
     
    บางคนที่รู้ว่าผมต้องฝึกงานนาน 6 เดือน...ทุกคนก็จะร้อง "โอ้โห...ทำไมต้องฝึกงานนานขนาดนี้?" แต่ถ้าเค้าลองมาทำอย่างผมดูจะรู้ว่าถ้าฝึก 3 เดือนผมก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย จะว่ากันตามตรงผมเริ่มงานเยอะขึ้น เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้นก็ตอนเข้าสู่เดือนที่ 3 เข้าไปแล้ว แน่นอนว่าช่วง 6 เดือนที่มาฝึกงานที่นี่ผมจะได้อะไรหลายๆ อย่างติดตัวไปในอนาคตแน่นอน
     
    แล้วคนอื่นๆ ล่ะ 6 เดือนที่ผ่านมา กับ 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?
     
    September 10

    Go inter!!

     
    เมื่อเช้านี้ผมเพื่อโดนองค์กร Wild Asia Tourism Award สัมภาษณ์ไปน่ะค๊าบพี่น้อง...เอาไว้เรื่องได้ลงใน web site ของเขาเมื่อไหร่จะเอามาลงให้ดูนะค๊าบ...
     
    ปล. ภูมิใจโคตรๆ โดนชมว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ดีอีกแล้ว...อิอิ มิเสียแรงที่ทำงานอยู่นาน
     
     
    September 06

    งานกับเงิน

    ....
     งานกับเงิน...เงินมันเกี่ยวกับงานไหม?
    ไม่มีใครใช้เงินไปทำงาน
     
    งานไม่เดิน...เงินไม่ค่อยจะมีผลาญ
    แต่ทำงานมากไปก็เลอะเทอะ
    ....
    คนเป็นล้าน งานมีอยู่แค่เพียงร้อย
    ต้องมาคอยแย่งงานก็เหนื่อยหน่อย
    ....
    บางคนอาจรู้จักเพลงนี้ (ชื่อเพลง รักน้องคนเดียว เวอร์ชั่นของ P2Warship อัลบั้ม Sanamluang Connect 2) ฟังชื่อทีแรกไม่คาดคิดว่าเนื้อเพลงจะเป็นแบบนี้...ฟังไปฟังมาชอบแฮะ เนื้อหาตรงกับชีวติของคนทำงานสมัยนี้ดีเหมือนกัน ความหมายก็ตรงๆ "ต้องทำงานถึงจะได้เงิน พอทำงานก็จะเริ่มงง จะเลือกงานก็ต้องดู (จำนวน) คน"
     
    ตอนนี้งานผมเยอะมากๆ ทำงานตั้งกะ 8 โมงเช้า กว่าจะได้ออกไปกินข้าวเที่ยงบางทีก็เกือบบ่ายโมง กลับมาทำงานต่อจนถึง 2 ทุ่ม (หรือ 3 ทุ่มในบางคืน) ทั้งๆ ที่เวลาเลิกงานน่ะแค่ 6 โมงเย็น มีคนถามผมว่า "จะทำงานเกินเวลาไปทำไม ค่า OT ก็ไม่ได้" ไม่รู้ซิ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าจะตอบแบบให้ตัวเองดูดีก็คงเป็นเพราะ "ความรับผิดชอบ" ล่ะมั๊ง
     
    หลายสัปดาห์ก่อน...ผมได้ยินผู้ช่วยกุ๊กคนหนึ่งคุยกับเพื่อนของผมหลังเลิกงานตอนประมาณ 2 ทุ่ม ซึ่งปกติงาน office จะเลิกไม่เกิน 6 โมงเย็น เค้าก็ตั้งคำถามขึ้นว่า
     
              "ทำไมเพิ่งเลิกงานเอาป่านนี้ล่ะ" ไม่รู้ถามตามมารยาทหรืออยากรู้จริงๆ
              "ก็งานไม่เสร็จน่ะค่ะ ก็เลยอยากทำให้เสร็จ" เพื่อนผมตอบ ผมฟังอยู่เฉยๆ เพราะไม่ได้รู้จักกัน
              "พวกผู้บริหารนี่ก็แปลกนะ ทำไมบริหารเวลางานไม่ดีเลย ทำให้พนักงานต้องกลับบ้านค่ำๆ มืดๆ" ผู้ช่วยกุ๊กเริ่มบ่นยาวขึ้น และยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเพื่อนผมแสร้งทำมองนาฬิกา อ้างว่ามีนัดแล้วขอตัวกลับ ส่วนผมไม่ต้องพูดอะไร...เดินออกจากวงสนทนาไปเลย
     
    เค้าจะรู้ไหมหนอว่าลักษณะงานของเขา และพวกผมไม่เหมือนกัน งานของกุ๊กคือการทำอาหารตาม order ที่ได้รับ เสร็จแล้วก็จบกัน ถ้าไม่มี order ก็ไม่ต้องทำ ส่วนงานของพวกผมคือการทำงานให้เสร็จภายในกรอบเวลาที่ผู้บริหารกำหนด (เช่น ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน)  ซึ่งอาจจะมีงานอื่นแทรกเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ และก็ไม่ได้หมายความว่าเสร็จงานหนึ่งและจะไม่มีงานอื่นที่ต้องทำ ดังนั้นแล้ว...ก็ต้องบริหารเวลาเอาเอง ใครทำได้ก็สบายหน่อย ใครทำไม่ได้เห็นทีจะต้องปรับตัว ซึ่งเวลาที่ผมทำงานไม่เสร็จภายในช่วงเวลาทำงาน ผมมักจะทำงานต่อ เพราะผมถือว่านี้เป็นการบริหารเวลาของผมเอง ไม่ได้มีใครบังคับให้อยู่ต่อ แน่นอนว่าในเมื่อรับงานเขาว่าแล้ว ก็ต้องทำให้เสร็จทันเวลา ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ตาม
     
    ผมอยากจะรู้นัก ว่ากุ๊กจะสามารถทำอย่างที่เราทำได้ไหม? เท่าที่ทราบไม่เคยมีใครเข้ามาที่ร้านอาหาร order อาหารแล้วบอกว่า "ผมจะกินวันพรุ่งนี้ คุณจะทำเมื่อไหร่ก็ได้" (นอกซะจากคนที่จองเอาไว้ล่วงหน้า) ลูกค้าทุกคนที่เดินเข้าไปในร้านอาหาร ต้องการที่จะกินเดี๋ยวนั้น กุ๊กจึงต้องทำอาหารทันทีที่ได้รับ order แต่งาน office ส่วนใหญ่รู้กันอยู่ล่วงหน้าแล้วว่าแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์ แต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง นานๆ ทีถึงจะมีคำสั่งให้ทำอะไรเป็นการด่วน
     
    แต่ยังไงก็ตามที่สิ่งที่ทั้งเขาและผมเหมือนกันก็คือ เราทำงานก็เพราะเงิน
     
    August 28

    อันเนื่องมาจาก blog ที่แล้ว...

    ที่บอกว่าจะไป "ทดสอบ Eco tour" ซึ่งตอนเช้าวันนั้น รถของบริษัททัวร์ก็มารับตรงเวลา...แต่ผมน่ะไปสาย เพราะคุยกับหัวหน้าอยู่ (คิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันล่ะ?) รถตู้ของบริษัททัวร์พาผมไปยังสถานที่ที่เรียกว่า "Camp" โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที สิ่งแรกที่เราเจอะเจอก็คือ...พนักงานต้อนรับ (แหงล่ะซิ) ซึ่งเข้ามาทักทายเราดีเกินหน้าเกินตาแขกคนอื่น เพราะรู้ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทฯ แต่ประทานโทษ...เราจะตัดสินใจสนับสนุนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ "รูปแบบของทัวร์" ไม่ใช่การบริการเพียงอย่างเดียว
     
    นั่งรอได้ซักพักก็มีคนมาเรียกให้ไปนั่งช้างเดินชมป่า...ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีการบรรยายใดๆ เกี่ยวกับป่าทั้งสิ้น น่าจะเรียกว่าเป็นการ "นั่งช้างเล่นๆ" มากกว่า ควาญช้างก็ไม่พูดอะไร (ถ้าไม่ถาม) ทำให้ผมต้องซักถามตลอดเวลา 30 นาทีที่อยู่บนหลังช้าง และได้ความว่า...ช้างที่เดินอยู่มีทั้งหมด 14 ตัว อายุเฉลี่ยประมาณ 25-40 ปี (ช้างผู้ใหญ่) ส่วนใหญ่เคยทำงานชักลากไม้มาก่อนที่ จ.สุรินทร์ วันนึงช้าง 1 ตัวจะต้องเดินประมาณ 7-10 เที่ยว มีช้างเพิ่งเกิดที่นี่ 1 ตัวชื่อ "ภูเก็ต" ตอนนี้อายุ ถ ขวบแล้ว
     
    ถัดมาเป็นการนั่งเกวียนเป็นระยะทางสั้นๆ ซึ่งคนควบคุมเกวียนก็ดันมาจากพม่า...ฟังไทยก็ไม่ได้อังกฤษยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมจึงไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย เสร็จจากการนั่งเกวียน (ประมาณ 15 นาที) เราถูกพาให้ไปดูโชว์ความสามารถต่างๆ ของลิง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเก็บมะพร้าว ขี่จักรยาน จดจำ (กลิ่น) ตัวเลข และการว่ายน้ำ ผมดูๆ แล้วเหมือนลิงโดนบังคับให้ทำมากกว่าทำเพราะความฉลาด คงไม่ดีแน่ถ้าหากคนเราโดนกระทำเช่นนั้น
     
    เสร็จจากเรื่องลิงเราต้องขึ้นรถตู้เพื่อไปยังสวนยางพรารา ไปดุการกรีดยางและการทำแผ่นยาง ตรงนี้ดูเผินๆ เหมือนจะเข้าขาว Eco tour แต่ก็อีกนั่นแหละ ระหว่างทางเดินเจอพืชน่าสนใจหลายอย่างทั้ง ตะไคร้หอม, ไมยราพ, สาบเสือ และอื่นๆ แต่พนักงานก็มุ่งแต่จะอธิบายถึงยางพาราสถานเดียว...รายการต่อไปก็คือการไป Caoneing ซึ่งก็ต้องนั่งรถตู้ไปอีกที่หนึ่ง เป็นคลองเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับอ่าวฉลอง (ส่วนหนึ่งของอ่าวพังงา) ระยะทางที่ Canoe ประมาณ 200-300 เมตรใช้เวลาประมาณ 15 นาที และเหมือนเดิม ไม่มีการอธิบายใดๆ เกี่ยวกับป่าชายเลนรอบๆ เลย
     
    รายการสุดท้ายก็คือการกินอาหารทะเลที่ร้านอาหารใกล้ๆ อ่าวฉลอง...ตรงนี้ไม่มีอะไรมากนัก ก็แค่นั่งลงแล้วก็กินๆๆ เสร็จแล้วก็กลับ...ก่อนแยกกลับพนักงานคนทีคอยดูแลพวกเรา (แต่ไม่ได้ดุและคนอื่น) เข้ามาพูดประมาณว่าหวังไว้ลึกๆ ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทาง Evason แหะๆ ผมบอกอะไรตอนนั้นไม่ได้หรอก คนตัดสินใจน่ะไม่ใช่ผม...เดี๋ยวผมก็ต้องกลับไปทำรายงานแล้วล่ะ...จะออกหัวหรือก้อยก็ลุ้นเอาเองละกัน....โชคดีเน้อ
     
    August 23

    นานา จิปาถะ ไร้สาระ

    ไม่ได้อัพเดทเรื่องราวต่างๆ ลงใน Space เกือบ 10 วันแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องจปาถะให้ฟังก็แล้วกันนะ
     
    ช่วงสัปดาห์ที่แล้วจนถึงต้นสัปดาห์นี้ อากาศที่ภูเก็ตไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไรนัก ฝนตกบ่อยสามารถใช้คำว่า "ตลอดเวลา" ได้โดยไม่ต้องกลัวจะผิดความหมาย ความรุนแรงของใรก็มีตั้งแต่ละออง, ลงเม็ด, ไปจนถึงฟ้ารั่ว (ซึ่งไม่ผิดความหมายอีกเช่นกัน) ใครจะเชื่อว่าเมื่อวานนี้...ท้องฟ้ากลับสดใสตั้งแต่ตอนเช้า เมฆบนฟ้าอันตรธานหายไปราวกับหนีความผิด แสงแดดส่องเจิดจ้าเพื่อชดเชยช่วงที่มันไม่ได้มาทำงาน เสียงนกกลับมาเจื้อยแจ้วอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปเกิอบสัปดาห์เต็มๆ นี่สิบรรยากาศชายทะเลที่แท้จริง
     
    สองสามวันมานี้ผมสังเกตุเห็น "เหยี่ยวแดง" ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นของที่นี่ ซึ่งผมเคยได้ยินมาว่าหายากพอสมควร เนื่องด้วยลักษณะที่ชอบสันโดษ ไม่หากินเป็นฝูง อันขัดกับลักษณะของภูเก็ตซึ่งวุ่นวาย เต็มไปด้วยรถยนต์และจักรยานยนต์ ผู้คนมากมายเดินไปมาตลอดเวลา ผมเห็นมันไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งในแต่ละวัน...สงสัยมันคงปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้แล้วล่ะมั๊ง
     
    เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้...ผมเคยนัดกับ David Williams ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจนก ซึ่งสนใจจะมาสำรวจจำนวนชนิดของนกที่ Evason Phuket เค้าบอกกับผมว่าช่วงนี้ (ตอนนั้น) ไม่ว่าง ถ้าทราบว่าว่างเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบทันที เชื่อหรือไม่ครับ...เค้าเพิ่งแจ้งให้ผมทราบเมื่อวานนี้ นานซะจนผมลืม นานซะจน boss ผมลืม และที่แจ้งมาว่าว่างน่ะไม่ใช่พรุ่งนี้มะรืนนี้นะครับ เค้าแจ้งให้ทราบว่าเค้าว่างเดือนหน้า...อีกนานเลย
     
    เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม Reef Clean up ที่เกาะบอน (เกาะส่วนตัวของรีสอร์ท) เราแบ่งออกเป็น 2 ทีม ทีมแรกเป็นชุด Diving ให้เก็บขยะที่น้ำลึก อีกทีมเป็นชุด Snorkling เก็บที่ระดับน้ำตื้น และทีมเสริมอยู่บนเรือ Kayak รับขยะจากทั้งสองทีมไปเก็บไว้ ผมเข้าไปเปลี่ยนกางเกงว่ายน้ำในห้องน้ำบนเกาะ...แต่ประตูเจ้ากรรมดันเสีย ไม่ได้เสียจากด้านนอกนะครับ...ด้านในครับ ทำให้ผมออกจากห้องน้ำไม่ได้ พยายามเคาะห้องน้ำก็แล้ว ตะโกนเรียกคนก็แล้ว ก็ยังไม่มีใครมารู้เห็นเข้าซะที ผมจึงตัดสินใจปีนออกจากห้องน้ำซึ่งสูงประมาณ 2 เมตรครึ่ง แล้วกระโดดออกไป ไม่น่าเชื่อว่าระดับความสูงเพียงแค่นั้นจะทำให้นิ้วหัวแม่เท้าของผมเคล็ดได้...เจ็บอยู่หลายวันเลยคับ
     
    ตัวผมอยู่ในทีม snorkling แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจเอามากๆ ทำให้ผมสามารถมองเห็นปะการังได้ในระยะที่เกือบจะชนกันอยู่แล้ว...และการที่น้ำขุ่นมาก ทำให้การกะระยะความลึกของน้ำทำใด้ยากพอสมควร มีเพียงทีม Diving เท่านั้นที่สามารถเก็บขยะได้จำนวนมาก อย่างไรก็ตามเรามีแผนที่จะไปเก็บขยะกันอีกครั้งเมื่อสภาพอากาศและน้ำเป็นใจ
     
    วันนี้พอแค่นี้ดีกว่า...ไม่รู้จะเล่าอะไรต่อแล้วล่ะ อ้อ...พรุ่งนี้ (24 สิงหาคม) ผมจะไปทดสอบ Eco ทัวร์ซึ่งประกอบด้วยการนั่งช้าง ชมโชว์ช้างและลิง พายเรือแคนู เดินป่า และกินอาหารพื้นบ้าน (อิสานมั๊ง...ดูจากรูป) แล้วกลับมาทำสรุปว่าทางโรงแรมควรจะ support ดีหรือไม่ เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังนะครับ