Siwapon's profileActa est fabulaPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 28 Cloverfield***Spoil Warning!! บทความนี้เปิดเผยส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพยนตร์ และเนื่องมาจากเป็นความเห็นส่วนบุคคล กรุณาอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชื่อนี้ในช่วงเวลานี้ทุกคนที่ได้เห็นก็คงจะร้อง "อ้อ" เพราะเป็นหนังกระแสค่อนข้างดีในเรื่องของการเก็บความลับ ซึ่งแม้แต่ผู้ที่เข้าไป cast บทยังไม่เคยได้เห็นบทจริงๆ เลยด้วยซ้ำ (ได้เห็นตอนถ่ายจริงเลย) และการโฆษณาที่ไม่ได้บอกข้อมูลอะไรทั้งสิ้น รู้แต่เพียงว่า "โลกจะโดนอะไรบางอย่างโจมตีจนพินาศ" แค่นั้น แต่เพียงเท่านี้แหละ ทำให้คอหนังทั้งหลายถูกสะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นถึงมาในทันที ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากเพื่อนซึ่งดูหนังเรื่องนี้ที่ฮ่องกงก่อนหน้าผมไม่กี่วันว่า "Great!!" ทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะไปตีตั๋วดูทันทีที่หลุดออกมาจากเกาะยาวน้อย (ไปทำงาน) ได้สำเร็จ รอบที่ผมเลือกดูคือ 14.00 นาฬิกาในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรอบที่กำลังจะฉายในอีก 15 นาทีข้างหน้า ตอนเลือกที่นั่งเกิดอาการแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมมันโล่งอย่างนี้ แต่ใจนึงก็นึกว่าตัวเองโชคดี...จะได้เลือกที่นั่งตามสบาย เมื่อถึงเวลาเข้าโรงหนังเสร็จสรรพก็พบว่าคนเข้ามาดูเรื่องนี้น้อยจริงๆ และส่วนใหญ่ท่าทางจะไม่รู้ด้วยว่าหนังเรื่องนี้มีการถ่ายทำที่ "ไม่เหมือนเรื่องอื่นๆ" ต่างกับผมที่รู้อยู่แก่ใจ... หนังเริ่มเรื่องด้วยการจำลองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะได้ดูเป็นภาพที่ได้จากกล้องวีดิโอที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุที่เคยเรียกว่าเป็น Central Park คำว่า "เคยเรียกว่า..." ทำให้ผมจินตนาการไปได้ว่า "อ้อ...ปัจจุบัน (ในเรื่อง) คงไม่มีสถานที่นั้นอีกแล้ว" แต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าตอนนี้ห่างจากเหตุการณ์ครั้งนั้นนานแค่ไหนแล้ว การเดินเรื่องที่เหมือน Home video ของคนธรรมดากลุ่มหนึ่งที่จะถ่ายทำเป็นของที่ระลึกให้กับเพื่อนที่จะไปรับตำแหน่งงานที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นมุมกล้องตัวเดิมตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ผมทึ่งกับการถ่ายทำและตัดต่อ เพราะว่ามันดูเนียนมากๆ ราวกับเป็นเทปที่ได้จากที่เกิดเหตุจริงๆ มุมกล้องและการเคลื่อนไหวดู make sense แม้จะมีเสียงบ่นออดๆ แอดๆ ตลอดเวลาว่า ปวดหัวมั่งล่ะ ดูไม่รู้เรื่องมั่งล่ะ แต่ลองมองในความเป็นจริง...ใครที่ไหนจะเอาขาตั้งกล้องมาถ่าย Home video ไม่ทราบ? และหนังก็ทำให้กล้องนิ่งเมื่อต้องการให้เราดูอะไรบางอย่าง และทำให้กล้องสั่นเมื่อไม่มีอะไรที่จะเป็นจะต้องดู (เช่น ขณะที่กำลังวิ่งขึ้นบันได้ไปเรื่อยๆ) หนังเดินเรื่องไปอย่างต่อเนื่องและไหลลื่น โดยเวลาในเทปทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง สอดคล้องกับความยาวทั้งเรื่องของหนังพอดี หนังไม่ค่อยทิ้งช่องว่างให้คนดูคิดอะไรเท่าไหร่ ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะ "สั้น" ในความรู้สึกของผม ทั้งที่จริงๆ แล้วก็ยาวเท่ากับหนังเรื่องอื่นๆ น่ะแหละ หนังจบเรื่องลงอย่างดื้อๆ (ขอใช้คำนี้นะครับ เพราะไม่รู้จะหาคำไหนมาแทนจริงๆ) เหมือนกับว่ากล้องตกลงไปที่พื้นแล้วก็ดับวูบไป ไม่ได้ตอบคำถามอะไรให้กับคนดูเลยซักข้อ เช่น นั่นมันตัวอะไร? มาจากไหน? ต้องการอะไร? ตกลงท้ายเรื่องมันตายหรือไม่? เป็นต้น ทำให้ผมสังหรณ์ใจว่าจะมีอะไรต่อหลังจาก Cast roll ขึ้นไปได้ซักระยะ ขณะผู้คนในโรงต่างบ่นกันงึมงำว่าจบแล้วหรอ? ยังไม่รู้เรื่องเลย...จริงครับ แม้ผมจะนั่งต่อไปจนไฟในโรงหนังสว่างก็ยังไม่มีอะไรต่ออยู่ดี เดาออกใช่ไหมครับ...ว่าหนังต้องมีภาคต่อแน่นอน (ถ้ารายได้ภาคนี้ดีพอ) แต่ถึงแม้หนังจะจบแต่เพียงแค่นี้ผมก็พอใจนะ เพราะนั่นทำให้ส่วนที่เหลือของเรื่องขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเราเอง ดีกว่ารอให้คนอื่นเค้าคิดแทน ถามว่าควรไปดูเรื่องนี้ไหม?...ควร ถ้ารับได้กับมุมกล้องที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตลอดเวลา แนะนำว่าเมื่อภาพเริ่มสั่นไหวก็ไม่ควรจะพยายามปรับสายตาให้มองชัด เพราะมันไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำให้ปวดหัวเปล่าๆ ถามว่าเรื่องนี้เจ๋งไหม?...เจ๋ง ในความคิดของผม แต่สำหรับคุณๆ ทั้งหลาย ไปดูแล้วค่อยตัดสินใจ อย่าอ่านคำวิจารณ์ก่อนไปดูหนังเพราะจะทำให้เราเกิดอคติ TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://14thmarch.spaces.live.com/blog/cns!37144CE5F901E68C!1027.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|